Sentiment ยังเป็นบวก แต่อาจมีย่อตัวสลับบ้าง

ตลาดหุ้นวานนี SET Index ปรับตัวขึ้นได ้อย่างแข็งแกร่ง ปิดบวกถึง 46.88 จุด ที่ระดับ

1,400.89 จุด ด ้ วยมูลค่าการซื้อขายทะลุ 1 แสนลบ. 4.7 หมื่นลบ. หนุนจากความชัดเจนทาง

SET50 942.61 3.65 6.79 12.80

Dow Jones 30 50,135.87 0.04 2.54 4.31

S&P 500 6,964.82 0.47 0.37 1.74

การเมืองหลังเลือกตั้งและแนวโน้มรัฐบาลใหม่ที่คาดมีเสถียรภาพสูง สถาบันในประเทศพลิก

มาซื้อสุทธิในตลาดหุ้ น 6.2 พันลบ. ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเร่งตัวขึ้นเป็น 1.65 หมื่น

ลบ. (แต่พลิกมา Short สุทธิ Index Futures 2.3 หมื่นสัญญา)

NASDAQ Comp 23,238.67 0.90 -0.95 -0.01

แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,390-1,410 จุด โดยบรรยากาศการลงทุนในต่างประเทศยังคงค่อนไปในทางบวกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังเผชิญแรงขายหนักช่วงกลางสัปดาห์ก่อน ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพสูงขึ้นยังเป็นปัจจัยบวกหลัก อย่างไรก็ตามดัชนีที่ปรับตัวขึ้นแรงราว 14% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ RSI เข้าเขต Overbought ค่อนข้างชัดเจน จึงอาจเห็นดัชนีแกว่งย่อตัวสลับในระยะสั้นได้บ้าง อย่างไรก็ตามหากไม่ย้อนกลับลงไปต่ำกว่าโซน 1,360+- จุด ภาพรวมแนวโน้ม SET Index ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น

ปัจจัยที่ตลาดรอติดตามสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและเงินเฟ้อเดือนม.ค. สหรัฐฯ ส่วนในประเทศเราให้น้ำหนักที่การประกาศกำไรบจ. 4Q25 ในเดือน ก.พ. หากไม่ได้ส่งผลให้มีการปรับลดประมาณการ EPS ปี 2026 อย่างมีนัยยะ เรามองว่าจะช่วยจำกัด Downside และคาดดัชนีมีแนวโน้มไต่ระดับขึ้นต่อจากปัจจัยการเมืองที่ในประเทศที่หนุน เราคาดว่าหุ้นกลุ่ม Domestic Play มีโอกาส Outperform ตลาด โดยได้อานิสงส์ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัสเฟส 2 รวมถึงมาตรการ Thailand Fast Pass และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่สูงขึ้น จะช่วยหนุนเม็ดเงินลงทุนทางตรงให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงกระแสเงินทุนที่คาดไหลกลับเข้าหาตลาดทุนต่อเนื่อง

กลยุทธ์ : เน้นหุ้น Domestic ที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่งจากปัจจัยการเมืองที่ชัดเจน

หุ้นเด่นเดือน ก.พ. : BDMS, ERW, NSL, OSP, WHAUP

FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : WHAUP

  • แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.20 บาท
  • เราคาดกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 261 ลบ. ชะลอลง -46% q-q จากรายได้ Excessive Charge และอัตรากำไรขั้นต้น SPP ที่ลดลงเล็กน้อย รวมถึงผลขาดทุนจาก GHECO-1 อย่างไรก็ตามยังเติบโตแข็งแกร่ง +11% y-y จบปี 2025 คาดกำไรปกติ +12% y-y
  • เรายังคงมุมมองเชิงบวกระยะกลาง-ยาวต่อ Theme Data Center Boom ในประเทศไทย ซึ่งเริ่มทยอยก่อสร้างเสร็จและเปิดดำเนินงานในช่วงกลาง-ปลายปีนี้เป็นต้นไปเป็นบวกต่อธุรกิจขายไฟ เราคาดกำไรปกติปี 2026 +39% y-y ปัจจุบันยังเทรด PER เพียง 11 เท่าและคาด Dividend Yield ราว 6% ต่อปี
  • แนวรับ 4.62//4.56 บาท แนวต ้าน 4.80//5 บาท

Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติพลิกมาไหลเข้าภูมิภาคสุทธิหนาแน่น US$1,957 ล้าน นำโดยไต้หวัน US$979 ล้าน ส่วนเกาหลีใต้ไหลเข้า US$456 ล้าน ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีแรงซื้อกลับ ขณะที่ฝั่งอาเซียนไหลเข้ากระจุกตัวที่ไทย US$531 ล้านจากปัจจัยการเมืองในประเทศที่เป็นบวก แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดว่ายังค่อนไปในทิศทางไหลเข้าแต่ชะลอตัวลง โดยรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯในคืนวัน พุธและศุกร์

ประเด็นสำคัญวันนี้ :

(+) ปรับ SET Target ขึ้นเป็น 1,470 จุด จากการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีแนวโน้มได้รัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพหนุนให้กระแสเงินทุนมีโอกาสไหลเข้าต่อเนื่อง 4Q25 คาดไม่โดดเด่นนัก แต่ Downside ของตลาดจะยังจำกัด หากประมาณการ EPS ปี 2026 ไม่ถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสาคัญ ปรับเพิ่มเป้าหมาย SET ปี 2026 เป็น 1,470 จุดสะท้อน sentiment และการ re-rating ของ Valuation โดยยังเน้นกลยุทธ์ลงทุนในหุ้น Domestic Play ที่ Valuation ยังไม่แพง หุ้นเด่นของเรา ได้แก่ BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP ba: WHAUP

(+) SJWD เราคาดกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 256 ลบ. -1% q-q, +38% y-y หนุนโดยกำไรจากการขายสินทรัพย์คลังสินค้าภายใต้ JV Alpha เข้ากองทรัสต์ราว 20 ลบ. ขณะที่กำไรปกติคาดอยู่ที่ 236 ลบ. เพิ่มขึ้น 9% q-q และ 22% y-y จากการฟื้นตัวของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเป็น 114 ลบ. หลังไม่มีรายการพิเศษเชิงลบเหมือนใน 3Q25 คาดกำไรปี 2025 มีพัฒนาการดีขึ้น 1.1 พันลบ. +39% Y-Y แม้มีความท้าทายหลายด้าน เราคงประมาณการกำไรปกติที่ 1,213 ลบ. +11% y-y และร่าคาเป้าหมาย 14 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”

(+) CENTEL เราคาดกำไรปกติปี 2026 เติบโตแข็งแกร่ง, +19% Y-Y จากโมเมนตัมธุรกิจุโรงแรม และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในธุรกิจอาหารที่เพิ่มขึ้น เราคาดกำไรปกติ 4Q25 ที่ 691 ลบ; +331% q-q, +6% y-y จากฤดูกาลท่องเที่ยวของโรงแรม ขณะที่กำไร 1Q26 คาดยังปรับขึ้นต่อทั้ง q-q และ y-y เราปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2025 ลง 15% และ 12% สำหรับปี 2026-27 จากสมมติฐาน RevPAR โรงแรม และธุรกิจอาหารที่อ่อนลง รวมถึงอัตรากำไรที่ต่ำลง เราคาดกำไรปกติจะลดลง 9% มาอยู่ที่ 1.71 พัน ลบ. ในปี 2025 ก่อนกลับมาเติบโตแข็งแกร่ง 19% ในปี 2026 และ 10% ในปี 2027 คงคำแนะนำ “ซื้อ”

(+) PTTGC รายงานขาดทุนสุทธิ 4Q25 ที่ 5.5 พันลบ. ดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะขาดทุนราว 8 พันลบ. หากไม่รวมรายการพิเศษ PTTGC ยั้งมีขาดทนุปกติ 5 พันลบ. -50% q-q แต่ +32% y-y หลักๆ มาจากโรงกลั่นที่หยุดซ่อมชั่วคราว ขณะที่ Market GRM ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 7.9 USD/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 5.6 USD/บาร์เรล ใน 3Q25 และ 3.7 USD/บาร์เรล ส่วนธุรกิจปิโตรเคมียังมี spread ที่อ่อนแอ จบปี 2025 มีขาดทุนสุทธิ 1.46 หมื่นลบ. +51% y-y แนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรน่าจะทรงตัว q-q แต่เพิ่มขึ้น y-y แม้ค่าการกลั่นจะปรับลดลงเล็กน้อย q-q แต่จะไม่มีขาดทุนจากสต๊อก ขณะที่ margin ของธุรกิจปิโตรเคมียังตัว q-q จากภาวะ oversupply IAA consensus คาดกำไรสุทธิปี 2026 ที่ 3.4 พันลบ.

(+) ตลาดดาวโจนส์ ปิดที่ 50,135.87 จุด เพิ่มขึ้น 20.20 จุด หรือ +0.04% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,964.82 จุด เพิ่มขึ้น 32.52 จุด หรือ +0.47% และดัชนี Nasdag ปิดที่ 23,238.67 จุด เพิ่มขึ้น 207.46 จุด หรือ +0.90% โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

(+) ตลาดหุ้นยุโรป ปิดบวก ตามทิศทางการฟื้นตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกหลังการเทขายเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่นักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับผลประกอบการของบริษัท และความเคลื่อนไหวด้านการควบรวมกิจการ โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการเชิงบวกของ UniCredit ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 2 ของอิตาลี

(+) ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดบวก โดยฟื้นตัวต่อเนื่องตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์จากหุ้นกลุ่มเทคฯ ที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

(-) ค่าเงินบาท อ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยขยับมาอยู่ที่ 31.15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.13%

(+) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX เพิ่มขึ้น 81 เซนต์ หรือ +1.27% ปิดที่ 64.36 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ หลังจากกระทรวงคมนาคมของสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนเรือติดธงชาติสหรัฐฯ ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวโอมาน ให้รักษาระยะห่างจากดินแดนอิหร่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

(+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 99.60 ดอลลาร์ หรือ +2% ปิดที่ 5,079.40 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,079.66 / +0.32%

ปัจจัยที่ต้องติดตาม
10 ก.พ.สหรัฐ: ยอดค้าปลีก (ม.ค.)
11 ก.พ.จีน: เงินเฟ้อ (ม.ค.)

สหรัฐ: Non-Farm Payrolls (ม.ค.), Unemployment rate (ม.ค.)

12 ก.พ.อังกฤษ: 4Q25 GDP growth rate

สหรัฐ: Existing Home Sales (ม.ค.)

13 ก.พสหรัฐ: เงินเฟ้อ (ม.ค.)
- Advertisement -