DBS ประเมินปี 2026 “The Long Game” เข้าสู่โหมดปกป้องพอร์ต ปมภูมิรัฐศาสตร์โลก-สหรัฐฯ เสี่ยงหนี้พุ่ง-เงินเฟ้อทะยาน-ดอลลาร์อ่อน
บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เชิญ CIO (Chief Investment Office, DBS Bank) มาให้ข้อมูล DBS 1Q26 Insights: The Long Game มองสหรัฐฯ เข้าสู่ความเสี่ยงด้านฐานะการคลัง จากหนี้สาธารณะที่สูง จุดชนวนเงินเฟ้อพุ่ง ดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก เป็นปัจจัยกดดันการค้าทั่วโลก แนะปกป้องพอร์ตปี 2026 ผ่าน 4 ธีมหลัก 1. ลงทุนในบริษัทที่นำ AI มายกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ 2. ลงทุนในสินทรัพย์จริงในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่า เพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ 3. ตลาดหุ้นเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ยังเติบโตทำกำไรได้ดี 4. เลือกลงทุนในหุ้น และตราสารหนี้ investment Grade มากกว่ากลุ่ม high yield ขณะที่ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากปัญหาหนี้สหรัฐพุ่ง

นายเอ็ดวิน ตัน (Mr. Edwin Tan) Market Head DBS, Thailand & Philippines, DBS Bank กล่าวในงาน DBS 1Q26 Insights : The Long Game ว่าเมื่อมองย้อนกลับไป ปี 2025 เป็นปีที่ทดสอบความเชื่อมั่นและให้ผลตอบแทนแก่ความมีวินัย ตลาดแสดงผลลัพธ์ที่แข็งแกร่ง แม้จะไม่สม่ำเสมอ ในขณะที่นักลงทุนต้องรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ย และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น
มีบางช่วงที่ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน การผ่านร่างกฎหมาย GENIUS Act ถือเป็นจุดเปลี่ยนในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ ในขณะที่การประกาศอัตราภาษีในวัน Liberation Day กระตุ้นให้เกิดการปรับราคาอย่างรวดเร็วในตลาด สกุลเงิน และสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ซึ่งเตือนให้เราทราบว่านโยบาย ภูมิรัฐศาสตร์ และความรู้สึกของผู้คนสามารถเปลี่ยนแปลงกระแสเงินทุนได้อย่างรวดเร็วเพียงใด
บทเรียนจากปีที่ผ่านมานั้น ตอกย้ำอย่างชัดเจน และแสดงให้เห็นว่า ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจไม่ได้มาจากการคาดการณ์ แต่มาจากการกระจายความเสี่ยงอย่างมีวินัย การเลือกสรร และการบริหารจัดการเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอ
และนี่คือเหตุผลที่ธีมของ CIO ของเราคือ The Long Game หรือ “เกมระยะยาว” มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเรามองไปข้างหน้าถึงปี 2026 ในขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลง แต่เส้นทางของอัตราดอกเบี้ยยังคงไม่แน่นอน ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายจะยังคงมีอิทธิพลต่อตลาดต่อไป แม้ว่าแรงผลักดันเชิงโครงสร้าง – ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางประชากร – จะปรับเปลี่ยนวิธีการสร้าง การรักษา และการถ่ายโอนความมั่งคั่งก็ตาม
เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2026 ธีมหนึ่งที่โดดเด่นอย่างชัดเจนคือ Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาว การมีชีวิตที่ยืนยาวและกระฉับกระเฉงมากขึ้นกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการวางแผนด้านการทำงาน ครอบครัว และการวางแผนมรดกของเราที่ DBS Private Bank บทบาทของเราคือการร่วมออกแบบเส้นทางชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพให้กับคุณ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากพันธกิจของมูลนิธิ DBS และความเชื่อมั่นว่า “อายุยืนยาว” ไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่คือโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของสังคมทั่วเอเชีย
ภาพรวมผลการดำเนินงานทางการเงินของ DBS กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นของเรายังคงสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ลูกค้าของเรา พอร์ตโฟลิโอหลักของเรา ซึ่งสร้างขึ้นบนกลยุทธ์บาร์เบล ให้ผลตอบแทนสุทธิที่แข็งแกร่งถึง 19.4% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2025 นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในเดือนสิงหาคม 2019 พอร์ตโฟลิโอนี้สร้างผลตอบแทนรวม 67.7% (ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 8.6%)
เมื่อวานนี้ ในการแถลงผลประกอบการ เราได้ประกาศผลกำไรก่อนหักภาษีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 3% สู่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 22.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ แม้ว่าจะมีสภาพแวดล้อมด้านอัตราดอกเบี้ยที่ท้าทายก็ตาม
ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของเรามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง รายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการเติบโตขึ้น 19% ในสกุลเงินคงที่ แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 488 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์
อัปเดตเกี่ยวกับ DBS ประเทศไทย – การบริหารความมั่งคั่ง รายงานความคืบหน้าโดยย่อเกี่ยวกับธุรกิจ Private Banking ของเราในประเทศไทย ตลอดปี 2025 เราได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในสามด้านหลัก ได้แก่ การกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านกิจกรรมพิเศษ การเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร และการเพิ่มความร่วมมือระหว่างทีมงานด้านการธนาคารเพื่อสถาบัน การธนาคารเพื่อการลงทุน และการวางแผนความมั่งคั่ง ภายใต้แนวคิด ‘One Bank’ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการธนาคารส่วนบุคคลและองค์กรของลูกค้า
แนวคิด “One Bank” เป็นสิ่งที่สถาบันการเงินหลายแห่งพูดถึง แต่ความเป็นจริงนั้นแตกต่างกันอย่างมากทั้งในด้านขอบเขตและการดำเนินการ ที่ DBS Private Bank เราเชื่อว่าเรานำเสนอเรื่อง “One Bank” ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สาเหตุเพราะอะไร? เพราะ Private Bank ส่วนใหญ่กำหนดนิยามไว้แคบๆ ว่า “บริการธนาคารสำหรับลูกค้าบุคคล + บริการธนาคารเพื่อการลงทุน” หรืออย่างดีที่สุดก็คือ “+ บริการธนาคารสำหรับลูกค้าองค์กร” บางแห่งอาจก้าวไปอีกขั้นโดยการรวมบริการธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อยเข้าไปด้วย
แต่ DBS ก้าวไปไกลกว่านั้น เราไม่เพียงแต่รวบรวมทีมงานด้าน PB, IB, Corporate และ Retail Banking ไว้ในที่เดียวกันเท่านั้น แต่เรายังเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับในด้านการวางแผนความมั่งคั่งอีกด้วย มีเพียงไม่กี่ธนาคารที่จะเทียบได้กับความลึกและความกว้างของธนาคารของเรา ความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับบริษัทประกันภัย หรือความสามารถที่โดดเด่นของเราในด้านสำนักงานครอบครัวเดี่ยวและหลายครอบครัว โครงสร้าง VCC และการให้คำปรึกษาด้านการกุศล นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า “การธนาคารแบบองค์รวม” และเป็นส่วนสำคัญของวิธีการที่เราให้บริการลูกค้าในทุก generations และการบริการข้ามพรมแดน
เรายังนำปรัชญาเดียวกันนี้มาใช้ภายในองค์กรด้วย ในแง่ของการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรของเรา แตกต่างจากบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน เราตั้งใจที่จะปลูกฝังความคิดของบุคลากรที่มุ่งเน้นการให้คำปรึกษาโดยอาศัยความสัมพันธ์ระยะยาวและความไว้วางใจจากลูกค้า เราสนับสนุนและฝึกฝนเจ้าหน้าที่ Private Bank ของเราให้คิดนอกเหนือจาก “ธุรกรรม” เพื่อให้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับลูกค้าและครอบครัวของพวกเขา
ในโอกาสนี้ ผมยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่าเราได้มีความคืบหน้าในการเสริมสร้างศักยภาพของทีมงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ในปี 2025 ที่ผ่านมา เราได้เพิ่มผู้บริหารระดับสูงอีก 4 ท่านเข้าสู่ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรา เรากำลังเตรียมที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราคือ กองทุนรวมเพื่อการบริหารจัดการ Discretionary Portfolio หรือPrivate Fund ในประเทศไทยเร็วๆ นี้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถนำมุมมองของประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ไปปรับใช้กับพอร์ตโฟลิโอของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น
ขณะนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคแห่งความสุดขั้ว ความผันผวนที่มากขึ้นมาพร้อมกับโอกาสระยะยาวที่ทรงพลัง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ตลาดจะยังคงแกว่งไปมาระหว่างการมองโลกในแง่ดีและความไม่แน่นอน ความเร็วและความอดทน ความเสี่ยงและความยืดหยุ่น
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ความท้าทายสำหรับนักลงทุนไม่ใช่การตอบสนองต่อทุกการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการยึดมั่นในหลักการ การมองการณ์ไกล การรักษาวินัยตลอดไซเคิล และการสร้างพอร์ตการลงทุนที่ออกแบบมาไม่เพียงแต่เพื่อให้ผลตอบแทนที่ดี แต่เพื่อให้มั่นคง ยั่งยืน อยู่ได้ยาวนาน นี่คือความหมายที่แท้จริงของการเล่นเกมระยะยาว: การผสมผสานความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเข้ากับมุมมองที่กว้างขึ้น และความเชื่อมั่นเข้ากับความระมัดระวัง ในขณะที่ความมั่งคั่งได้รับการบริหารจัดการข้ามรุ่น
ในส่วนของประเทศไทยนั้น เนื่องจากภูมิทัศน์เรื่องการบริหารความมั่งคั่งของไทยยังคงเติบโตอย่างซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เรามั่นใจว่า DBS Private Bank มีแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ ชุดโซลูชั่นที่ครอบคลุม และความมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าระยะยาว จะอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่จะตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้ากลุ่ม HNW และ UHNW ในประเทศไทย

นายเวย์ ฟุก โหว (Mr. Wey Fook Hou) Chief Investment Office, DBS Bank กล่าวว่า เศรษฐกิจ สหรัฐฯกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีความเสี่ยงของฐานะการคลัง (fiscal dominance) อย่างชัดเจน ขณะที่การขาดดุล งบประมาณที่ดำรงอยู่ต่อเนื่อง และระดับหนี้สาธารณะที่เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าการ จัดหาเงินทุน ของภาครัฐ อาจเข้ามาบดบังบทบาทของนโยบายการเงิน นอกจากนี้ การบั่นทอนความเป็นอิสระ ของธนาคาร กลางสหรัฐ (Fed) ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงการรับรู้ของตลาด อาจจุดชนวนความกังวล ด้านเงินเฟ้อ อีกครั้ง และผลักดันให้นักลงทุนเรียกร้อง riskpremium ที่สูงขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักของเงินเฟ้อไม่ได้ อยู่ที่ภาษีหรือ ข้อจำกัดด้านอุปทาน แต่อยู่ที่การขาดกรอบวินัยทางการคลังในการควบคุมหนี้สาธารณะ
สำหรับนักลงทุนแนะนำให้ใช้กลยุทธ์การปกป้องมูลค่าพอร์ต โดยจำเป็นต้องให้น้ำหนักกับสินทรัพย์จริง โครง สร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่า ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วว่า สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี กว่าในช่วงวัฏจักรเงินเฟ้อ
นายเวย์ ฟุก กล่าวว่า เงินเฟ้อไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพียงประการเดียว ที่กำลังกำหนดทิศทางตลาด กระแส deglobalisation ที่เร่งตัวขึ้นจากนโยบายเชิงปกป้องอย่าง America First ได้สร้างแรง ฉุดสองด้านพร้อมกัน ทั้งการค้าโลกที่อ่อนแรงลง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ท่ามกลางแรงต้านเหล่านี้ โมเมนตัม ทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีความแข็งแรง จากแรงหนุนของ capex supercycle ที่ทรงพลัง โดยมี AI และการใช้จ่ายด้านกลาโหมเป็นหัวหอก
ทั้งนี้ ประเมินว่า Hyperscalers เพียงกลุ่มเดียว จะทุ่มเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI สูงถึง 1.4 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2025–2027 ขณะที่งบประมาณกลาโหมของ NATO มีแนวโน้มเพิ่มจาก 2% เป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 ความมุ่งมั่นเหล่านี้สะท้อนแรงหนุนเชิงโครงสร้าง ที่อาจพลิกโฉมภูมิทัศน์ ทางอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีในระยะยาว
นายเวย์ ฟุก ยังได้ให้ความเห็นต่อว่า ในทุกโอกาสย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง ซึ่งการบูมของ AI แสดงสัญญาณของความร้อนแรง ทั้งในแง่ระดับมูลค่าที่พุ่งสูง ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว และพฤติกรรม เชิงเก็งกำไร อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับฟองสบู่ดอทคอม ฉากหลังทางเศรษฐกิจมหภาค และการสนับสนุน เชิงนโยบายในปัจจุบัน มีความแข็งแรงกว่ามาก
ส่วนแผนการลงทุนของ Big Tech แม้มีขนาดใหญ่ แต่ยังคงอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เมื่อเทียบกับ GDP ทั้งนี้ ยังคงตระหนักว่าความประมาท อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม การเพิ่มขึ้นของแนวโน้ม การระดมทุนแบบหมุนเวียน หรือ circular financing โดยบริษัทต่าง ๆ ได้สนับสนุนเงินทุนซึ่งกันและกัน สะท้อนภาพคล้ายกับ vendor financing ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในแง่ของ ความเปราะบางเชิงระบบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อ Fed ปรับทิศทางสู่วัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ย ภายใต้สภาพแวดล้อม ที่ไม่เข้าสู่ ภาวะถดถอย ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น สินทรัพย์จริงยังคงเป็นเครื่องมือ ป้องกันความ เสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานสัมพันธ์ของเงิน (Silver) และ S&P 500 ซึ่งใช้เป็นตัวแทนของสินทรัพย์จริง และสินทรัพย์ทางการเงินในวงกว้างตามลำดับ จะเห็นว่าการจัดวางสถานะของนักลงทุนอยู่ในระดับที่ตึงตัวมาก สร้างโอกาสสำหรับการกระจายความเสี่ยง กล่าวโดยสรุป การเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์จริงที่จับต้องได้ไม่ใช่เพียงการตั้งรับ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
ท้ายที่สุด “คุณภาพ” คือหัวใจสำคัญ กระแสเงินเชิงเก็งกำไรหลัง Liberation Day ที่ไหลเข้าสู่หุ้น AI และเทคโนโลยีได้ผลักดันหุ้น High Beta ขึ้นสู่ระดับที่ร้อนแรงอย่างยิ่ง โดยมีแรงเสริมจากเงินไหลเข้า Leveraged ETFs ตลาดตราสารหนี้สะท้อนภาพในทิศทางเดียวกัน โดยการ outperformance ของ High Yield ขยายตัวจนเข้าใกล้ขีดจำกัด สำหรับไตรมาสข้างหน้า ความแข็งแกร่งของพอร์ตจะมาจากการ ยึดมั่นในคุณภาพ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ให้ความสำคัญกับหุ้นคุณภาพ และตราสารหนี้ระดับ Investment Grade
สำหรับไฮไลต์มุมมองเชิงกลยุทธ์ระยะสั้นในปี 2026
ภายใต้สถานการณ์ธนาคารกลางหันมาเพิ่มสภาพคล่อง เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทำให้การถือเงินสด ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม การรับมือปี 2026 จึงต้องอาศัยสี่แนวทางหลัก
ประการแรก โต้คลื่น AI ผ่านกลุ่ม adapters การลงทุนด้าน AI จะยังดำเนินต่อไป แต่ความ เสี่ยงอยู่ที่ระดับมูลค่าที่สูง และแนวโน้ม circular financing เราให้ความสำคัญกับบริษัทที่นำ AI มาใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ พร้อมหลีกเลี่ยงกับดัก capex–revenue
ประการที่สอง บริหารเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อด้วยการลงทุนในสินทรัพย์จริง การลดดอกเบี้ยของ Fed ภายใต้ เศรษฐกิจที่ไม่ถดถอย ชี้ไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และ โลหะมีค่า มีบทบาทสำคัญในการป้องกันเงินเฟ้อ
ประการที่สาม มองหามูลค่าในหุ้น Asia ex-Japan ซึ่งซื้อขายด้วยส่วนลดราว 32.4% เมื่อเทียบกับ ตลาดพัฒนาแล้ว ขณะที่คาดว่ากำไรเติบโต 18.9% ในปี 2026
ประการสุดท้าย เลือกลงทุนในหุ้นคุณภาพและตราสารหนี้ Investment Grade มากกว่ากลุ่ม High Yield
สำหรับแนวทางการเลือกลงทุนในหุ้นปี 2026 ใช้แนวทางการลงทุนเชิงคัดเลือก โดยเน้น Asia ex-Japan จากมูลค่าที่น่าสนใจและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และหุ้นกลาโหมยุโรปจากการเสริมกำลังของ NATO รวมทั้งหุ้นกลุ่ม AI Adapters เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม มูลค่าประเมินของตลาดหุ้นโลกปรับขยายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่แรงขายในช่วง “Liberation Day” ทำให้ปี 2026 จำเป็นต้องใช้แนวทางการลงทุนเชิงคัดเลือกมากขึ้น เราแนะนำให้มุ่งเน้น ตลาดที่ซื้อขายด้วยส่วนลดมูลค่าที่สูง และกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ได้รับแรงหนุนจากตัวขับเคลื่อนการ เติบโตเชิงโครง สร้าง Asia ex-Japan ยังคงเป็นตัวเลือกหลัก
ส่วนการลงทุนตราสารหนี้ ให้น้ำหนัก Investment-Grade มากกว่า High-Yield ท่ามกลาง Spread ที่ตึงตัว และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยที่ยังต่ำ ตราสารหนี้ประเภท Spread Products มีแนวโน้มทำผลงาน
ได้ดี แม้มูลค่าประเมินจะอยู่ในระดับสูง โดยเราให้ความสำคัญกับตราสารหนี้คุณภาพระดับ A/BBB ช่วงอายุ 5–7 ปี นอกเหนือจากตราสารหนี้ ภาคเอกชน เรายังแนะนำ การเพิ่มสัดส่วนในตราสารภาครัฐ เช่น Treasury Inflation-Protected Securities และ Mortgage-Backed Securities เพื่อสร้าง Alpha เพิ่มเติม
ด้านสินทรัพท์ทางเลือก สินค้าโภคภัณฑ์ได้รับแรงหนุนจากการพักรบทางการค้า และการลดดอกเบี้ย โลหะอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทองแดง และแร่หายาก ดูมีความได้เปรียบจากความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ทองคำ ยังคงได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางด้านการคลัง (Fiscal Dominance) ที่ทวีความชัดเจน แม้ราคาจะมีการพักฐานในระยะสั้น เราเชื่อว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่ผลักดันทองคำ สู่ระดับสูงสุดใหม่ก่อนหน้า ได้แก่ ความกังวลด้านฐานะการคลัง และความยั่งยืนของหนี้สหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และ ความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์ จะยังคงอยู่ความต้องการซื้อจากธนาคารกลาง และกระแส เงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่แข็งแรง มีแนวโน้มช่วยพยุงราคาทองคำตลอดปี 2026
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ ปรับลดมุมมอง Private Credit สู่ Neutral และหันไปให้ความสำคัญกับ Hedge Funds











