บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):

Thailand Healthcare กำไรระยะสั้นยังอ่อนตัว แต่คาดมีอัพไซด์ในระยะถัดไป

คงมุมมอง “เท่าตลาด” แนวโน้มระยะสั้นยังไม่น่าตื่นเต้น

เราคงมุมมอง “เป็นกลาง” ต่อกลุ่มฯ เนื่องจากคาดว่าภาพรวมการเติบโตของกำไรยังไม่เด่นใน 4Q68–1Q69 ขณะที่กำไรปี 69-70 คาดเติบโตเฉลี่ยเพียง 3% CAGR อุปสงค์ในประเทศยังซบเซา และรายได้จากกัมพูชาคาดว่ายังคงติดลบ YoY ต่อเนื่องถึง 1H69 นอกจากนี้การเติบโตของกำไรปี 69 คาดต่ำกว่าการเติบโตของรายได้ จากผลประโยชน์ทางภาษีที่ลดลง เรามองว่าระดับมูลค่าหุ้นที่ P/E ปี 69 ที่ 19 เท่า ถือว่าสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม มีโอกาสเกิดการ re-rating หากมีปัจจัยบวกใหม่ ๆ เช่น การกลับมาของผู้ป่วยคูเวต การปรับเพิ่มอัตราเบิกจ่ายของประกันสังคม (SSO) หรือความร่วมมือทางการแพทย์ไทย–ซาอุดีอาระเบียที่กลับมาอีกครั้ง โดยหุ้นเด่นของเรายังคงเป็น BH และ BCH

คาดกำไรหลัก 4Q68 ของกลุ่มเติบโต 2% YoY

เราคาดว่ากำไรหลักของกลุ่มใน 4Q68 จะอยู่ที่ 6.9 พันล้านบาท (+2% YoY, -4% QoQ) โดยการเติบโต YoY ได้แรงหนุนจากฐานรายได้ประกันสังคมที่ต่ำในปีก่อนจากการกลับรายการกลุ่มโรคร้ายแรง (RW>2) ทั้งนี้หากไม่รวมผลกระทบจากประกันสังคม กำไรหลักจะทรงตัว YoY สาเหตุหลักจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลดลง และการเติบโตของรายได้เพียงราว 4% แม้จะมีการระบาดของไข้หวัด เราคาดว่า CHG และ BCH จะมีกำไรเติบโตโดดเด่นที่ +190% YoY และ +40% YoY จากฐานที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม BCH ได้รับผลกระทบบางส่วนจากการเรียกคืนรายได้ RW>2 มูลค่า 53 ล้านบาทใน 4Q68 ส่วน PR9 คาดกำไรเติบโต +5% YoY จากรายได้ผู้ป่วยต่างชาติที่ยังแข็งแกร่งแต่ยังมีแรงกดดันจาก SG&A ที่เพิ่มขึ้น ด้าน BH (+3% YoY) และ BDMS (-4% YoY) เผชิญฐานสูงจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีก่อน ขณะที่หากดูที่กำไรสุทธิของ BDMS นั้นคาดลดลง -11% YoY จากค่าใช้จ่ายพิเศษประมาณ 400 ล้านบาท

แนวโน้มกลุ่มฯ มีโอกาสได้อัพไซด์เพิ่มหลัง 1Q69

เราคาดว่ากำไรใน 1Q69 จะยังไม่น่าตื่นเต้น โดยคาดกำไรกลุ่มจะเติบโตเล็กน้อย YoY จากรายได้ผู้ป่วยไทยที่คาดยังโตต่ำ ทั้งนี้รายได้จากตะวันออกกลางคาดเติบโตดีในระดับสองหลัก YoY แต่มีแนวโน้มลดลง QoQ จากฤดูกาลรอมฎอน เรามองหลัง 1Q69 เป็นต้นไป แนวโน้มอาจดีขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยคูเวตจะกลับมาหลังผ่านพ้นช่วงรอมฎอน ภายหลังการชำระหนี้ไปแล้วในเดือน ธ.ค.68 นอกจากนี้ เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้งอาจช่วยเปิดทางให้ภาครัฐกลับมาสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เช่น การหารือ MOU ด้านการแพทย์ระหว่างไทย–ซาอุดีอาระเบีย และความเป็นไปได้ในการปรับเพิ่มอัตราเบิกจ่ายของประกันสังคม

หุ้นเด่นยังคงเป็น BH และ BCH

เรายังคงให้ BH เป็นหุ้นเด่นอันดับหนึ่ง เนื่องจากคาดว่ากำไรปี 69 จะเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มที่ +6% จากการฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลางและการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้ว แต่มองยังมีอัพไซด์เพิ่มเติม โดยเฉพาะหากผู้ป่วยคูเวตกลับมา อีกทั้ง BH จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักหากมีความร่วมมือกับทางซาอุดีอาระเบีย ส่วน BCH เป็นหุ้นเด่นอันดับสอง โดยมีจุดเด่นที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงสุดในกลุ่มที่ราว 4.1% และมีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มเติมตามที่ผู้บริหารส่งสัญญาณไว้ นอกจากนี้ยังมีอัพไซด์กำไรสูงสุดหากผู้ป่วยคูเวตกลับมาและมีการปรับเพิ่มอัตราเบิกจ่ายประกันสังคม

- Advertisement -