บล.เอเซีย พลัส: 

MINT อย่าลืมกัน

Flash Points

• กำไรสุทธิ 4Q68 ราว 3 พันล้านบาท (+16% QoQ, -19% YoY) หากไม่รวมรายการพิเศษ มีกำไรปกติทำจุดสูงสุดใหม่ แม้ไม่ใช่ High season ใน EU ก็ตาม ที่ 3.47 พันล้านบาท (+25% QoQ, +21% YoY) สูงกว่าฝ่ายวิจัยคาด 8% (และ BB Consensus 13%) เพราะภาษีและดอกเบี้ยจ่ายดีกว่าประเมิน ส่วนรายได้และ OPEX เป็นไปตามคาดการณ์

• การขยายตัว QoQ และ YoY หนุนด้วยพัฒนาการของรายได้ในทุกธุรกิจ, มาร์จิ้น (Economies of scale) และดอกเบี้ยตามวัฏจักรดอกเบี้ย

• สำหรับกำไรปกติทั้งปีสูงกว่าฝ่ายวิจัยคาด 4% มาที่ 9.7 พันล้านบาท (ตลาด 9.05 พันล้านบาท) เติบโต 16% อยู่ในกรอบเป้าหมายที่บริษัทฯ ให้ไว้

• โดยบริษัทฯ คงเป้ากำไรปกติ 3 ปีข้างหน้าเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ 15% – 20% ต่อปี มาจากรายได้มี CAGR ที่ 6% – 8% ต่อปี และมาร์จิ้นสูงขึ้นเพราะ Operating leverage

• MINT จะจัดประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 20 ก.พ. เวลา 10.00 – 12.00 น.

Impact Insight

• ประมาณการกำไรปกติปี 2569 – 71 สูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 4% เป็นไปตามกำไรฯ ปี 2568 ที่สูงกว่าคาดตามข้างต้น และ FV เพิ่มในอัตราใกล้กันมาที่ 30.5 บาท (เดิม 29 บาท) เทียบเท่า PER ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า 19 เท่า

• โดยประมาณการใหม่ยังคง CAGR ที่ 10% ต่อปี อนุรักษ์นิยมกว่าเป้าบริษัทฯ

• สำหรับระยะสั้น แม้แนวโน้มกำไรปกติ 1Q69 เข้าสู่ Low season ใน EU แต่เชิง YoY คาดขยายตัวจาก 50 ล้านบาทงวด 1Q68 อิงยอดจองล่วงหน้าโรงแรมใน EU ดีขึ้น รวมถึงโรงแรมไทยมีโมเมนตัมต่อ ตามการเดินทางเข้าไทยของกลุ่ม Long haul ที่มีกำลังซื้อสูง

• ทั้งนี้ ด้วยฐานกำไรฯ 1Q ไม่สูง ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลง YoY มีโอกาสทำได้ดีกว่ากลุ่มฯ ตามความเห็นฝ่ายวิจัย

Execution

• ซื้อ ราคาหุ้น YTD ปรับขึ้นช้ากว่า SET (รวมถึงหุ้นโรงแรมอื่น) และมองว่าหลังประกาศงบการเงินแล้ว ทางบริษัทฯ น่าจะเริ่มกลับมาซื้อหุ้นคืน ช่วยจำกัด Downside ของราคาหุ้น

• นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า Norm EPS ปี 2568 ที่ 1.41 บาท กลับมาสูงเกินกว่า 1.19 บาทในปี 2562 เป็นครั้งแรก ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 26.75 บาท ต่ำกว่า 35.5 บาท ณ สิ้นปี 2562 แม้มีส่วนจาก PER ซื้อขายต่ำลง (ค่าเฉลี่ยปี 2559 – 2562 ราว 31 เท่า VS ปัจจุบันที่ 17 เท่า) ตามการรับรู้ของตลาดว่าท่องเที่ยวไทยยังไม่เด่นเท่าในอดีต แต่มองว่าที่ระดับราคานี้ไม่สอดคล้องกับ Norm EPS ที่ขึ้นทำ All Time High

กำไรปกติ 4Q68 โต QoQ และ YoY สูงกว่าฝ่ายวิจัยคาด 8% เพราะภาษีและดอกเบี้ย

กำไรสุทธิ 4Q68 ราว 3 พันล้านบาท (+16% QoQ, -19% YoY) หากไม่รวมรายการพิเศษสุทธิ อาทิ ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 215 ล้านบาท และรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวของโรงแรมใน EU ลบ 547 ล้านบาท ซึ่งชดเชยได้บางส่วนกับกำไรทางบัญชีจากการปรับมูลค่าเงินลงทุน 286 ล้านบาท มีกำไรปกติ 3.47 พันล้านบาท (+25% QoQ, +21% YoY) สูงกว่าฝ่ายวิจัยคาด 8% (และ BB Consensus 13%) เพราะ Effective tax rate อยู่ที่ 12% (4Q67 ที่ 3.0%, 3Q68 ที่ 29%) เทียบกับคาด 20% รวมทั้งดอกเบี้ยจ่ายที่ 2.3 พันล้านบาท (-5% QoQ, -11% YoY ตามวัฏจักรดอกเบี้ย) ดีกว่าประเมิน 5% ส่วนรายได้และ OPEX เป็นไปตามคาดการณ์

โดยการขยายตัวของกำไรปกติทั้ง QoQ และ YoY หนุนด้วยรายได้รวม 4.3 หมื่นล้านบาท (+6% QoQ, +5% YoY) รวมถึง Operating profit margin (OPM) ที่ 13% (ทรงตัว QoQ) จาก 11% งวด 4Q67 ตาม Economies of scale รวมทั้งการคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และดอกเบี้ยจ่ายตามข้างต้น รายละเอียดดังนี้

• ธุรกิจโรงแรม มีรายได้ 3.2 หมื่นล้านบาท (+5% QoQ และ YoY) โดยเชิง YoY ถูกขับเคลื่อนด้วยรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ของโรงแรมยุโรป (บนสกุลยูโร) ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลัก เติบโต 6% หนุนด้วยค่าห้องพัก (ADR) บวก 2% เป็น 149 ยูโรต่อห้องต่อคืน และ Occ rate ประมาณ 72% (4Q67 ที่ 70%, 3Q68 ที่ 73%) เช่นเดียวกับโรงแรมไทย มี RevPAR เพิ่ม 15% มาจาก ADR บวก 16% ที่ 1.1 หมื่นบาทต่อห้องต่อคืน ส่วน Occ rate ใกล้เคียง 4Q67 ราว 71% (3Q68 ราว 56%)

• ธุรกิจร้านอาหาร มีรายได้ 7.8 พันล้านบาท (+1% QoQ ตามฤดูกาล, +3% YoY) แม้ยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) ลบ 2.6% YoY โดยเฉพาะในไทย (-3.5%) เพราะโครงการคนละครึ่งทำให้ผู้บริโภคหันไปใช้บริการร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ อย่างไรก็ดี สาขาเปิดใหม่ทำได้ดี ช่วยหนุนยอดขาย อย่างร้านอาหารในจีนมียอดขายรวมโต 12% YoY (SSSG +6%) ทั้งนี้ จำนวนสาขา ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 2,716 สาขา (ไทย 2,118 สาขา, จีน 131 สาขา, ออสเตรเลีย 284 สาขา และอื่น ๆ 183 สาขา)

• ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอื่น ๆ ราว 2.5 พันล้านบาท (+32% QoQ, +14% YoY) ตามยอดโอนเพิ่มขึ้น

ขณะที่งบดุล สัดส่วน Net gearing (หนี้ที่มีดอกเบี้ย ไม่รวมหนี้สัญญาเช่าตาม TFRS 16 หักเงินสด / ส่วนของผู้ถือหุ้น + Perp Bond) ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 0.9 เท่า อยู่ในกรอบ Debt covenant ที่ 1.75 เท่า และกรอบเป้าหมายภายในบริษัทฯ ที่ 1.35 เท่า

กำไรปกติปี 2568 สูงกว่าคาด 4% หนุนประมาณการปี 69 – 71 เพิ่มในอัตราใกล้เคียงกัน

สำหรับกำไรปกติปี 2568 สูงกว่าฝ่ายวิจัยคาด 4% มาที่ 9.7 พันล้านบาท (ตลาดคาด 9.05 พันล้านบาท) เติบโต 16% (เป้าบริษัทฯ ที่ 15% – 20%) เพราะดอกเบี้ยจ่ายลด 17% ตามวัฏจักรดอกเบี้ย ส่วนรายได้รวมและ OPEX ทรงตัว (มีผลจากค่าเงินบาทแข็งค่าเทียบยูโรราว 3%)

ด้วยกำไรปกติปี 2568 สูงกว่าคาดตามข้างต้น ทำให้ประมาณการกำไรฯ ปี 2569 – 71 ถูกเพิ่มจากเดิม 4% โดยรวมอัตราการขยายตัวเฉลี่ย (CAGR) ใกล้เคียงเดิมที่ 10% ต่อปี อนุรักษ์นิยมกว่าเป้า MINT ที่มอง CAGR ระดับ 15% – 20% ต่อปี

ทั้งนี้ การเติบโตของกำไรฯ ถูกสนับสนุนด้วยดอกเบี้ยจ่ายลงได้อีกเล็กน้อย, รายได้ที่ดีขึ้น เพราะโรงแรมอนันตราในไทยกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบหลังปรับปรุงแล้วเสร็จ รวมถึงโมเมนตัมของโรงแรมใน EU น่าจะยังทำได้ดี ภาพรวมหนุนทิศทางรายได้เพิ่มขึ้น และคาดต่อเนื่องถึงมาร์จิ้นเพราะ Economies of scale

แนวโน้มกำไรปกติ 1Q69 แม้เป็น Low season ใน EU แต่คาดโต YoY

แนวโน้มกำไรปกติ 1Q69 แม้เป็น Low season ใน EU (กำไรฯ เป็นจุดต่ำสุดของปี) แต่ในเชิง YoY ขยายตัวจากฐาน 50 ล้านบาทในงวด 1Q68 พิจารณาจากยอดจองล่วงหน้าของโรงแรมใน EU ดีขึ้น รวมถึงโรงแรมไทยซึ่งมีมาร์จิ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยบริษัทฯ มีโมเมนตัมต่อเนื่อง ตามการเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Long haul ที่มีกำลังซื้อสูง (ม.ค. 69 นักท่องเที่ยวทวีปยุโรป, อเมริกา และตะวันออกกลางมาไทย เพิ่ม 10%, 2% และ 6% YoY ตามลำดับ) อีกทั้งโรงแรมอนันตรา 3 แห่งที่ปรับปรุงเสร็จในปีก่อน ช่วยเพิ่ม ADR ในปีนี้

ขณะที่ดอกเบี้ยจ่าย 4Q68 (92 วัน) เฉลี่ยอยู่ที่ 26 ล้านบาทต่อวัน ประเมินเป็นดอกเบี้ยจ่าย 1Q69 (90 วัน) ราว 2.3 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า 1Q68 ที่ 2.4 พันล้านบาท เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนเชิง YoY

ทั้งนี้ ฐานกำไรฯ ที่ไม่สูง ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลง YoY มีโอกาสทำได้ดีกว่ากลุ่มฯ ตามความเห็นฝ่ายวิจัย

ซื้อ มองราคาจุดนี้ยังต่ำกว่าความเป็นจริง

ภายใต้ประมาณการใหม่ อิง DCF (คง WACC 9.7% และ Terminal growth rate 1%) ทำให้ FV เพิ่มในอัตราใกล้เคียงกับการปรับเพิ่มกำไรฯ มาที่ 30.5 บาท (เดิม 29 บาท) เทียบเท่า PER ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า 19 เท่า (VS Forward PER ซื้อขายล่าสุดราว 17 เท่า)

คงคำแนะนำ ซื้อ นอกจากราคาหุ้น YTD ยังปรับขึ้นช้ากว่า SET มองว่าหลังประกาศงบการเงินแล้ว ทางบริษัทฯ น่าจะเริ่มกลับมาซื้อหุ้นคืน ช่วยจำกัด Downside ของราคาหุ้น (ณ 13 ม.ค. 69 ซื้อไป 19.5 ล้านหุ้น จากจำนวนสูงสุดไม่เกิน 229 ล้านหุ้น ครบกำหนดโครงการ 2 มิ.ย. 69)

นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า Norm EPS ปี 2568 ที่ 1.41 บาท กลับมาสูงเกินกว่า 1.19 บาทในปี 2562 เป็นครั้งแรก ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 26.75 บาท ยังต่ำกว่า 35.5 บาท ณ สิ้นปี 2562 แม้มีส่วนจากระดับ PER ซื้อขายต่ำลง (ค่าเฉลี่ยปี 2559 – 2562 ราว 31 เท่า) ตามการรับรู้ของตลาดว่าการท่องเที่ยวไทยยังไม่เด่นเท่าในอดีต แต่มองว่าที่ราคาปัจจุบันยังไม่สะท้อน Norm EPS ที่ขึ้นทำ All Time High

- Advertisement -