บล.เอเซีย พลัส: 

BBL ใจเย็น

Flash Points

• จากการประชุมนักวิเคราะห์วันศุกร์บ่าย (13 ก.พ.) ภายใต้มุมมอง GDP ไทยโต 1.5% – 2.0% และดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งมาที่ 1.0% นำไปสู่การกำหนดเป้าหมายทางการเงินปี 2569 หลัก ๆ ดังนี้ 1.) สินเชื่อโต 2% – 3% จากรายใหญ่และต่างประเทศ 2.) NIM ที่ 2.4% – 2.5% ลด 25 – 35 bps (ASPS ลด 21 bps) 3.) ค่าธรรมเนียมฯ เพิ่ม Low single digit จาก Wealth, Banca 4.) Cost to income ratio ที่ High-40s% ใกล้เคียงปีก่อน และ Credit cost ที่ 1.0% (ASPS ที่ 1.1%) ลดจาก 1.4% ในปี 2568

• ด้านการบริหารโครงสร้างเงินทุน (Capital management) ภายใต้ CET-1 ที่ 17% (เกณฑ์ขั้นต่ำ 8.0%) ถือว่าเป็นระดับที่ธนาคารสบายใจ

Impact Insight

• ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นกลางต่อเป้าหมายทางการเงิน เพราะเป็นไปในทางเดียวกับ ธ.พ. ใหญ่ อื่นที่เปิดเผยก่อนหน้า แม้ NIM กรอบล่างดูชะลอกว่าสมมติฐาน (เป้ากรอบล่างค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เมื่อเทียบกับ NIM งวด 4Q68 ที่ 2.6% และการลด M-Rate รอบ ธ.ค. เพียง 0.05%) แต่ชดเชยได้ด้วย Credit cost ที่ดีกว่าสมมติฐาน ส่วนเป้าหมายอื่นสอดคล้องกับสมมติฐาน จึงคงคาดกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท (-8% YoY)

• สำหรับการบริหารโครงสร้างเงินทุน ทางฝ่ายวิจัยคงมุมมองดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดเงินปันผลต่อหุ้นปี 2568 – 69 ที่ 8.5 บาท (2H68F เท่ารอบก่อนที่ 6.5 บาท คิดเป็น Div Yield 4%) อยู่บนสมมติฐาน Dividend payout ratio ที่ 35% และ 39% ตามลำดับ

• โดยระดับ CET-1 เกินเกณฑ์ขั้นต่ำพอควร และข้างหน้ามีแนวโน้มสูงขึ้น จากการจัดสรรกำไรสุทธิเข้าเป็นเงินกองทุนช่วง 2Q69

• ขณะที่พอร์ตลงทุนประเภท FVTOCI (บันทึกผ่านส่วนของผู้ถือหุ้น โดยไม่ผ่านงบกำไรขาดทุน และรับรู้ใน CET-1 ทันที) ในหุ้น รับประโยชน์จากการปรับขึ้นของตลาด (อาทิ ถือหุ้นใน GULF ราว 150 ล้านหุ้น ซึ่งราคาหุ้น YTD บวก 42%) ย่อมหนุนต่อ CET-1 (และมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น) ภาพรวมจึงมองว่า BBL ยังมีโอกาสในการทำ Capital management เพิ่มเติมในอนาคต

Execution

• PBV ที่ 0.5 เท่า (ราคาหุ้น YTD ลบ 3.5% VS SET บวก 14%) เทียบค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 0.9 เท่า รับนโยบายปันผลที่ยังไม่เด่นเท่า ธ.พ. อื่นพอควรแล้ว ในขณะที่ DPS ที่ 8.5 บาทต่อปี คิดเป็น Div Yield ราว 5% สูงกว่า SET ที่ 4% ยังน่าสนใจ ขณะที่พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง คาดช่วยหนุนราคาหุ้น คงอยู่ฝั่งซื้อเช่นเดิม

ปีแห่งการคุมค่าใช้จ่าย

จากการประชุมนักวิเคราะห์วันศุกร์บ่าย (13 ก.พ. 69) นำโดย คุณชาติศิริ โสภณพนิช โดยรวมเริ่มด้วยมุมมองเศรษฐกิจมหภาค อย่าง GDP ไทยปีนี้เติบโต 1.5% – 2.0% และดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งมาที่ 1.0% ขณะที่ระยะยาวกลุ่มธุรกิจที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ BCG (Bio-Circular-Green Economy), EV, PCB และ Digital (Data center and cloud service, AI technology และ Digital platform)

ภาพเศรษฐกิจมหภาคข้างต้นนำไปสู่เป้าหมายทางการเงินปี 2569 รายละเอียดดังนี้

สินเชื่อ : โต 2% – 3% YoY (ปี 2568 ลบ 3% YoY) เทียบกับสมมติฐานฝ่ายวิจัยเติบโต 3% โดยการเติบโตมาจากรายใหญ่และต่างประเทศราว 2% – 4%

NIM : 2.4% – 2.5% ลดลงจากปี 2568 ราว 25 – 35 bps ตามวงจรดอกเบี้ยที่มีโอกาสลดลงอีก 1 ครั้ง (VS เป้า KBANK ลด 25 – 35 bps และ SCB ลด 20 – 40 bps) โดยสมมติฐาน NIM ของฝ่ายวิจัยอยู่ที่ลดลง 21 bps จากปีก่อน ทั้งนี้ Sensitivity analysis ทุก 0.1% ของ NIM ที่เปลี่ยนจากสมมติฐาน จะทำให้กำไรเปลี่ยน 8%

รายได้ค่าธรรมเนียมฯ (สัดส่วนราว 17% ของรายได้รวม) : เพิ่ม Low single digit (ปี 2568 ลบ 2%) เพราะธุรกิจ Wealth ใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยมองเพิ่มขึ้น 3%

Cost to income ratio (CIR) : High-40s% ใกล้เคียงปี 2568 ที่ 48.4% (เป้าปี 2568 ที่ High-40s%) การที่เป้า CIR คงเดิม แม้ฐานรายได้ลดลง สะท้อนความตั้งใจในการควบคุมค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น โดยสมมติฐาน CIR ของฝ่ายวิจัยอยู่ที่ 49.3%

Credit cost : 1.0% (ปี 2568 ที่ 1.4%) ภายใต้กรอบการบริหารจัดการ NPL Ratio ทั้งปีที่ 3.0% – 3.5% (สิ้นปี 2568 ที่ 3.0%) โดยสมมติฐาน Credit cost ของฝ่ายวิจัยและ BB Consensus อยู่ที่ราว 1.1% ด้วยระดับสำรองส่วนเกินที่สูง สะท้อนผ่าน Coverage ratio ราว 324% (ค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 189%) คาดลดความจำเป็นในการตั้งสำรองใหม่ พร้อมรองรับโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ Sensitivity analysis ทุก 0.1% ของ Credit cost ที่เปลี่ยนไป กำไรจะเปลี่ยนราว 5%

นอกจากนี้ทาง BBL มีการกล่าวถึงผลประกอบการของ Permata ในอินโดฯ ปีที่ผ่านมา โดยรวมปี 2568 มีกำไรสุทธิในรูปสกุลเงินบาท (เฉลี่ยปี 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าเทียบเงินอินโดฯ ราว 10%) ประมาณ 6.8 พันล้านบาท (+1% YoY) ในฝั่งงบดุลมีสินเชื่อขยายตัว 5.5% ส่วนคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในการควบคุม มีระดับ NPL ทรงตัวที่ 2.1% และ Coverage ratio 356% แม้ลดจาก 375% ณ สิ้นปี 2567 แต่อยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับนโยบายที่มองไม่ต่ำกว่า 300% ส่วนเงินกองทุนแกร่ง มี Tier-1 อยู่ที่ 33.6% (ขั้นต่ำตามเกณฑ์ OJK ที่ 8.5%)

สำหรับ Capital Management ทาง BBL มองว่าระดับ CET-1 ณ สิ้นปี 2568 ที่ประมาณ 17% (ขั้นต่ำตามเกณฑ์ ธปท. ที่ 8.0%) เป็นระดับที่สบายใจ (VS KBANK มองระยะกลางที่ 13% – 15% จาก 18% ในปัจจุบัน)

ความเห็นฝ่ายวิจัย : มีมุมมองเป็นกลาง เป้าหมายทางการเงินเป็นไปในทิศทางเดียวกับ ธ.พ. ใหญ่ ที่เปิดเผยก่อนหน้า แม้ NIM กรอบล่างดูชะลอมากกว่าสมมติฐาน (เป้ากรอบล่างค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เมื่อเทียบกับ NIM งวด 4Q68 ที่ 2.6% และการลด M-Rate รอบ ธ.ค. เพียง 0.05%) แต่ชดเชยได้ด้วย Credit cost ที่ดีกว่าสมมติฐาน ขณะที่การเมืองไทยหลังจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ น่าจะมีเสถียรภาพมากกว่าในอดีต เป็นปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน คาดหนุนความต้องการใช้สินเชื่อรายใหญ่ ตามความเห็นฝ่ายวิจัย ภาพรวมคงคาดกำไรฯ ปี 2569 ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท ลด 8% เป็นไปตามวัฏจักรดอกเบี้ย ซึ่งได้การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่าง Credit cost ช่วยลดแรงปะทะ

- Advertisement -