IRPC ปี 2568 รายได้ 232,671 ล้านบาท ลด 17% แต่ธุรกิจปิโตรเลียมหนุน GRM เพิ่มขึ้น
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้จากการขายสุทธิ 232,671 ล้านบาท ลดลง 49,040 ล้านบาท หรือ 17% YoY จากราคาขายเฉลี่ยลดลง 14% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง และปริมาณขายลดลง 3% ธุรกิจปิโตรเลียมมี Market GRM เพิ่มขึ้น จากส่วนต่างราคาน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานเทียบกับน้ำมันเตา และส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทานจากสถานการณ์รัสเซีย–ยูเครน
ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีมี Market PTF ลดลงเล็กน้อย ตามเศรษฐกิจที่ซบเซาและอุปทานส่วนเกิน ส่วนธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นคงที่ ส่งผลให้ Market GIM อยู่ที่ 21,549 ล้านบาท หรือ 8.82 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 17 YoY จึงทำให้บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 6,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,728 ล้านบาท จากปีก่อน โดยในปี 2568 บริษัทฯ บันทึกกำไรจากการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน 271 ล้านบาท เป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อนที่บันทึกขาดทุน 5 ล้านบาท รวมทั้งบันทึกกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 205 ล้านบาท เนื่องจากส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้น และมีกำไรจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สิน 668 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัท อูเบะ เคมิคอลส์ (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่บันทึกขาดทุน 553 ล้านบาท จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 3,571 ล้านบาท น้อยกว่าปี 2567 ที่ 31%
สำหรับไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 55,707 ล้านบาท ลดลง 2,231 ล้านบาท หรือ 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 5% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 1% สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมี Market GRM ที่เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียกับประเทศยูเครน นอกจากนี้ ธุรกิจปิโตรเคมีมี Market PTF เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับเพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพาราไซลีน (PX) ที่สูงขึ้น ในขณะที่กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นคงที่จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำ ส่งผลให้บริษัทฯ มี Market GIM อยู่ที่ 6,951 ล้านบาท หรือ 11.56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาส 3/2568
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 4/2568 ได้รับปัจจัยกดดันหลักจากโอเปกพลัสที่มีมติเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้เกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,918 ล้านบาท หรือ 3.19 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล การปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับ (NRV) 79 ล้านบาท หรือ 0.13 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และขาดทุนจาก Realized Oil Hedging 446 ล้านบาท หรือ 0.74 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากรายการดังกล่าว บริษัทฯ บันทึก Net Inventory Loss รวม 2,443 ล้านบาท หรือ 4.06 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มี Accounting GIM จำนวน 4,508 ล้านบาท หรือ 7.50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 25% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 จึงทำให้บริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 1,356 ล้านบาท ลดลง 1,673 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 โดยในไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีต้นทุนทางการเงินสุทธิจำนวน 498 ล้านบาท ลดลง 131 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น มีกำไรจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สิน 243 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สิน เพิ่มขึ้น 26 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ประกอบกับบริษัทฯ บันทึกกำไรจากการลงทุน 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83% จากไตรมาสก่อน จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ในไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 ที่บันทึกกำไรสุทธิ 340 ล้านบาท
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 187,383 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 121,393 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 65,990 ล้านบาท









