บล.กสิกรไทย

กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายของ รัฐบาลชุดใหม่

นโยบายของพรรคภูมิใจไทย

พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยด้วยจำนวนที่นั่ง 194 ที่นั่ง ซึ่งมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหมด ทำให้สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ นโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาคการก่อสร้าง ได้แก่
1) รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยมีแผนเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนต่อวงเงินงบประมาณรวมจาก 24.8% ในปี 2568 เป็น 30% ในปี 2572 โดยหลักมาจากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ
2) โครงการแลนด์บริดจ์ หรือสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งมีมูลค่าโครงการระยะแรกทั้งหมด 6.17 แสนลบ.

โครงการแลนด์บริดจ์

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้สรุปผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งดำเนินการในช่วงปี 2564-68 โครงการจะพัฒนาเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกประกอบด้วย 3 เฟส และมีมูลค่าการลงทุนรวม 6.17 แสนลบ. แบ่งเป็น งานก่อสร้างท่าเรือ 1.77 แสนลบ. งานมอเตอร์เวย์และรถไฟ 2.2 แสนลบ. และพื้นที่อเนกประสงค์และการพัฒนาเชิงพาณิชย์ 2.2 แสนลบ. โครงการคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2575 ขณะเดียวกัน ตามข้อมูลจาก Policy Watch โครงการอยู่ระหว่างกระบวนการจัดเตรียมร่าง พรบ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Act) เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณา โดยคาดว่าจะเปิดประมูลในปี 2570

โครงการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2569

โครงการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแล้วมีมูลค่ารวม 1.65 แสนลบ. ประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน เฟส 2 มอเตอร์เวย์ M5 และมอเตอร์เวย์ M9 ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจาก ครม.มีมูลค่ารวม 2.15 แสนลบ. ได้แก่ โครงการทางพิเศษ 2 ชั้น ทางพิเศษ N2 ทางพิเศษกะทู้–ป่าตอง โครงการรถไฟทางคู่เฟส 2 จำนวน 3 เส้นทาง สนามบินดอนเมืองเฟส 3 และโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิฝั่งตะวันออก

มุมมองของเรา เรามีมุมมองเชิงบวกต่อแผนของรัฐบาลในการเพิ่มงบลงทุน ซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการเปิดประมูลโครงการภาครัฐที่ได้รับอนุมัติจาก ครม.แล้ว สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ เราคาดว่าการก่อสร้างจะเริ่มในช่วงปลายปี 2570 ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย หลังจากนั้นรัฐบาลจะเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (SEC Act) ต่อ ครม. ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 6-12 เดือนในการอนุมัติ จากนั้นจะใช้เวลาอีก 6-9 เดือนในการจัดทำ TOR โดย CK และ STECON เป็นผู้รับเหมาที่มีศักยภาพในการเข้าร่วมประมูลในงานมอเตอร์เวย์ งานรถไฟ และโครงการพัฒนาพื้นที่

มุมมอง KS

  • มุมมองเชิงบวก เราคงมุมมองที่เป็นบวกต่อกลุ่มธุรกิจนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายของรัฐบาลที่เอื้ออำนวยและแนวโน้มกำไรที่ดี สำหรับปี 2569 เราชอบ STECON และ PYLON ในเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากมีสัดส่วนการลงทุนจากภาคเอกชนและการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายที่แข็งแกร่งกว่า
  • เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ STECON (ราคาเป้าหมาย 10.52 บาท) และ PYLON (ราคาเป้าหมาย 3.38 บาท)
  • เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ CK (ราคาเป้าหมาย 23.4 บาท) และ SEAFCO (ราคาเป้าหมาย 3.01 บาท) และเป็นหุ้นเด่นของเรา จาก backlog ที่แข็งแกร่งและมีสัดส่วนโครงการของรัฐบาลสูง

- Advertisement -