Tech สหรัฐฯ เริ่มกลับมา อาจพิจารณาหุ้นไทยมากขึ้นเพราะเป็น Value Stock
Market Update
ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดบวก 130 จุด (+0.26%) เริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่ม Technology จาก Valuation ที่เริ่มน่าสนใจ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 4.3% หลังจากนักลงทุนประเมินว่าอุปทานน้ำมันอาจเผชิญภาวะชะงักงันจากข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
Market Outlook
เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯ มีการประกาศหลายตัวเลขเศรษฐกิจ ประกอบไปด้วยยอดสร้างบ้านใหม่และใบขออนุญาตก่อสร้าง แต่พบว่าเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินไว้ พร้อมกับคำสั่งซื้อสินค้าคงทนที่ลดลงเพียง -1.4%MoM ดีกว่าที่ Consensus ประเมินว่าจะลดลง -1.8%MoM สินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ (+3%MoM) สินค้าทุนพื้นฐาน (+0.6%MoM) สะท้อนเรื่องของ Capex ที่ยังเร่งตัว เชื่อว่ามาจากกลุ่ม Technology (Amazon Microsoft Alphabet Meta) สำหรับรายงานผลประชุม FED รอบล่าสุดหรือ FED Minutes คณะกรรมการลงความเห็นถึงเงินเฟ้อว่าอัตราการขยายตัวนั้นอาจอยู่เหนือระดับ 2% ทำให้การลดดอกเบี้ยจึงยังไม่ชัดเจน พร้อมเชื่อว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว โดยรวมทำให้ US Bond Yield ปรับขึ้นมา (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น) พร้อมกับการแข็งค่าของ Dollar Index แนะจับตาการเข้ามาของ Fund Flow เพราะในช่วงที่ผ่านมาซื้อสะสมสุทธิมากถึง 5.19 หมื่นล้านบาทในช่วง YTD ปัจจัยในประเทศวานนี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศผลการนับคพแนน สส. ครบ 400 เขตทั่วประเทศ กระบวนการจากนี้ก็แนะรอติดตามการเตรียมจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับรอติดตามการออกนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านคนละครึ่ง (+) , TISA ซึ่งจะดีกับหุ้นในกลุ่มบริโภค Finance และตลาดโดยรวม ผ่านสภาพคล่องจาก TISA นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว แนะติดตามผลประกอบการ 4Q25 ที่ทยอยรายงานออกมาอย่างวานนี้มีการประกาศของ ITC TU (เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้) แต่ TIDLOR ต่ำกว่าคาดการณ์ (ระยะสั้นอาจ Wait & See) คืนนี้รอติดตาม Pending Home Sale ของสหรัฐฯ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 1.4%MoM
วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1455 – 1475 อาจเพิ่มการพิจารณามากขึ้นกับตลาดหุ้นไทย เพราะ Tech สหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวและเมื่อคืนกลุ่ม Value Stock ในสหรัฐฯเริ่มถูกขายทำกำไรเกิดการ Rotate Sector ประกอบกับ Dollar Index กลับมาแข็งค่า แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีแรงหนุนในกลุ่มพลังงาน (+PTTEP) เชิงกลยุทธ์การลงทุนเน้นควบคุมความเสี่ยงเสมอท่ามกลาง Valuation ที่เริ่มแพงประกอบกับ Price In ปัจจัยบวกต่างๆ ไปพอควร ระยะสั้นเน้นที่ Laggard Play อาทิ ค้าปลีก (BJC CPALL HMPRO) โรงแรม (AWC MINT) อสังหาฯ (AP SPALI) เครื่องดื่ม (ICHI) รวมไปถึง หุ้นที่มีปัจจัยหนุนอย่างพลังงาน (PTTEP)
หุ้นแนะนำซื้อวันนี้
AP (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 9.50 บาท)
คาดใน 4Q25 ผลประกอบการเติบโต QoQ ต่อเนื่อง หนุนจากกำหนดการเปิดโครงการใหม่ (รวม N) ที่สูง 2.4 หมื่นล้านบาท รวม 22 โครงการ (คิดเป็นแนวราบ 87% และคอนโด JV 13%) คาดโครงการใหม่หนุนยอดโอนปลายปีได้บางส่วน
HMPRO (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 8.50 บาท)
กลยุทธ์หลักของบริษัทคือมุ่งเน้นการสร้าง Demand ผ่านการทำโครงการสินค้าเก่าแลกใหม่ (Trade-in) ใน สินค้าที่หลากหลายมากขึ้น และสามารถ Trade-in สินค้าข้า category กันได้ และทำโครงการกระตุ้นยอดขาย ผ่านการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าฟรีในทุกๆ ไตรมาส









