บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):

Asia Sermkij Leasing (ASK TB)

แนวโน้มฟื้นตัวระยะยาว

หุ้น Turnaround ปันผลสูง และถือเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มขนาดเล็ก

เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 12 บาท จากเดิม 9.50 บาท อิง P/BV 0.7 เท่า และ ROE 8.6% หลังจากปรับเพิ่มประมาณการกำไร ปัจจัยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกมาจากแนวโน้มกำไรที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจน ต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ (credit cost) ที่ลดลง และการเร่งระบายรถบรรทุกยึดคืนที่ทำได้ดีขึ้น เราคาดว่ากำไรจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ต่อเนื่องใน 4 ไตรมาสข้างหน้า จากทั้ง credit cost และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ขณะเดียวกันคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มดีขึ้น โดยคาดว่า NPL ratio จะทยอยลดลงในช่วง 3 ปีข้างหน้า ด้านมูลค่า หุ้นยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยปัจจุบันซื้อขายที่ P/BV ปี 2569 เพียง 0.5 เท่า ขณะที่ ROE มีแนวโน้มฟื้นสู่ระดับ 8–9% ในปี 2571 บริษัทมีกำหนดจัดประชุมนักวิเคราะห์และประกาศเป้าหมายทางการเงินในวันที่ 20 กุมภาพันธ์

ปี 2569 คือจุดเปลี่ยน และผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

เรามองว่าพอร์ตสินเชื่อของ ASK มีความแข็งแกร่งขึ้น หลังจากบริษัทดำเนินกลยุทธ์ลดความเสี่ยงเชิงรุก ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อลดลง 9% และ 15% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ จากการเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อและมุ่งเน้นลูกหนี้คุณภาพดีมากขึ้น เข้าสู่ปี 2569 เราคาดว่าตลาดรถบรรทุกจะปรับเข้าสู่ภาวะสมดุล หลังจากก่อนหน้านี้เผชิญภาวะอุปทานล้นตลาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อความต้องการซื้อรถและราคารถมือสอง สัญญาณบวกเริ่มเห็นจากภาคก่อสร้างที่เติบโต 11% YoY ใน 4Q68 นอกจากนี้ เสถียรภาพทางการเมืองมีแนวโน้มช่วยเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และสนับสนุนให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเกิดขึ้นจริงมากขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ของเราคาดว่าแรงส่งด้านการลงทุนจะต่อเนื่องในปี 2569

NPL สูงสุดในปี 2568 และปี 2569–2571 คือช่วงเก็บเกี่ยวกำไรเติบโตสูง

จากข้อมูลในอดีตพบว่ามักมีระยะเวลาประมาณ 4 ปี ระหว่างช่วงเร่งขยายสินเชื่อกับช่วงที่คุณภาพสินทรัพย์อ่อนตัว โดยการเพิ่มทุนในปี 2555 นำไปสู่จุดสูงสุดของ NPL ในปี 2559 ในรอบปัจจุบัน การเพิ่มทุนในปี 2564 และการเติบโตของสินเชื่อมากกว่า 20% ต่อปีในช่วงปี 2564–2565 ทำให้เราคาดว่า NPL จะสูงสุดในปี 2568 ล่าสุด NPL formation ลดลงจาก 3.6% ในช่วงครึ่งแรกปี 2567 ถึง 3Q68 เหลือ 1.8% ใน 4Q68 สะท้อนว่าพอร์ตสินเชื่อคุณภาพต่ำจากช่วงขยายตัวแรงได้รับการจัดการไปมากแล้ว เราคาดว่าในปี 2569–2570 อัตราการเก็บเงินสดจะดีขึ้น ขาดทุนจากการขายรถยึดคืนจะลดลง ส่งผลให้ NPL ratio และ credit cost ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มลดลง 10–15 bps ต่อปี คิดเป็นการประหยัดดอกเบี้ยราว 50–75 ล้านบาทต่อปี จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงและอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A ของบริษัท

ปรับเพิ่มกำไร 27% และคาดปันผล 5.5–7.9% ต่อปี

เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569–2571 เฉลี่ย 27% ต่อปี เพื่อสะท้อน credit cost ที่ลดลง แม้ว่าพอร์ตสินเชื่ออาจทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่คาดว่ากำไรจะเติบโต 45% ในปีนี้และ 22% ในปีถัดไป ภายใต้สมมติฐานว่า credit cost จะลดลง 20–30 bps ต่อปี และต้นทุนทางการเงินลดลง 12–15 bps ต่อปี ภายใต้นโยบายจ่ายปันผล 50% ของกำไรสุทธิ หุ้นคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 5.5–7.9% ต่อปีในช่วงปี 2569–2571 ซึ่งถือว่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยงและแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรในระยะยาว

- Advertisement -