เฟดยังไม่เร่งลดดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อชะลอ เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง หนุนท่าทีรอดูข้อมูลก่อนผ่อนคลาย
- เฟดยังไม่รีบลดดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อจะชะลอลง เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายและต้องการมั่นใจว่าแนวโน้มขาลงมีความยั่งยืนก่อนผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม
- เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภค การลงทุน และการเติบโตในภาคเทคโนโลยี ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยเร่งด่วน
- ตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ยังมีความเปราะบาง
- เงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงจากนโยบายภาษีและแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะภาคสินค้า ทำให้การลดลงของเงินเฟ้ออาจใช้เวลานานกว่าที่เคยคาดการณ์
- แนวโน้มการลดดอกเบี้ยยังมีอยู่ การตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก
รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 27–28 มกราคม 2026 ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษี การชะลอตัวของการจ้างงาน และความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากเทคโนโลยีใหม่ โดยเฟดประเมินว่าเศรษฐกิจยังคงเติบโตในระดับที่มั่นคง ขณะที่เงินเฟ้อแม้จะลดลงจากระดับสูงสุดในอดีต แต่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ซึ่งทำให้เฟดยังไม่พร้อมเร่งลดอัตราดอกเบี้ย และเลือกใช้แนวทาง “รอประเมินข้อมูลเพิ่มเติม” เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืน ในบริบทนี้ นโยบายการเงินของเฟดกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการควบคุมเงินเฟ้ออย่างเข้มงวด ไปสู่การรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งมีนัยสำคัญต่อทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะทองคำที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและค่าเงินดอลลาร์
เศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโตแข็งแกร่ง แม้เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง
เฟดประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวในระดับที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนของภาคธุรกิจ และการเติบโตในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในระยะยาว แม้ GDP ในไตรมาสล่าสุดจะได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วน แต่กิจกรรมเศรษฐกิจพื้นฐานยังคงมีความแข็งแรง และ Fed คาดว่าเศรษฐกิจจะยังเติบโตสูงกว่าศักยภาพไปอีกหลายปีขณะเดียวกัน การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงเป็นแรงสนับสนุนหลักของเศรษฐกิจ โดยได้รับอานิสงส์จากความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เฟดเริ่มเห็นสัญญาณความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงที่ยังคงใช้จ่ายอย่างแข็งแกร่ง กับกลุ่มรายได้ต่ำที่เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านการเงินมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางบางส่วนในระบบเศรษฐกิจ
ตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังมีความเสี่ยงในระยะต่อไป
แม้อัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.4% และการเลิกจ้างยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เฟดสังเกตว่าการจ้างงานใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่าภาคธุรกิจยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจและผลกระทบจากเทคโนโลยีอัตโนมัติและ AI ที่อาจลดความต้องการแรงงานในระยะยาวเฟดมองว่าตลาดแรงงานกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น และความเสี่ยงด้านลบได้ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ในสภาพแวดล้อมที่การจ้างงานใหม่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หากความต้องการแรงงานลดลงเพิ่มเติม อัตราการว่างงานอาจปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่เฟดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เงินเฟ้อชะลอลง แต่ยังไม่เพียงพอให้ Fed ผ่อนคลายนโยบาย
อัตราเงินเฟ้อที่ประกาศจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับสูงสุดในช่วงปี 2022 แต่ยังคงอยู่ที่ประมาณ 2.8–3.0% ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายของเฟด โดยแรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันมีสาเหตุสำคัญจากภาคสินค้า โดยเฉพาะผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าที่เพิ่มต้นทุนของสินค้า ขณะที่เงินเฟ้อภาคบริการ โดยเฉพาะค่าเช่าที่อยู่อาศัย เริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัว ซึ่งช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมเฟดคาดว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากภาษีจะค่อยๆ ลดลงในช่วงปีนี้ และเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาลงอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการยังแสดงความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด และมีความเสี่ยงที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Fed ยังไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ย
เศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโตแข็งแกร่ง แม้เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง
เฟดประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวในระดับที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนของภาคธุรกิจ และการเติบโตในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในระยะยาว แม้ GDP ในไตรมาสล่าสุดจะได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วน แต่กิจกรรมเศรษฐกิจพื้นฐานยังคงมีความแข็งแรง และเฟดคาดว่าเศรษฐกิจจะยังเติบโตสูงกว่าศักยภาพไปอีกหลายปีขณะเดียวกัน การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงเป็นแรงสนับสนุนหลักของเศรษฐกิจ โดยได้รับอานิสงส์จากความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เฟดเริ่มเห็นสัญญาณความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงที่ยังคงใช้จ่ายอย่างแข็งแกร่ง กับกลุ่มรายได้ต่ำที่เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านการเงินมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางบางส่วนในระบบเศรษฐกิจ
ตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังมีความเสี่ยงในระยะต่อไป
แม้อัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.4% และการเลิกจ้างยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เฟดสังเกตว่าการจ้างงานใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่าภาคธุรกิจยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจและผลกระทบจากเทคโนโลยีอัตโนมัติและ AI ที่อาจลดความต้องการแรงงานในระยะยาวเฟดมองว่าตลาดแรงงานกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น และความเสี่ยงด้านลบได้ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ในสภาพแวดล้อมที่การจ้างงานใหม่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หากความต้องการแรงงานลดลงเพิ่มเติม อัตราการว่างงานอาจปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่เฟดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เงินเฟ้อชะลอลง แต่ยังไม่เพียงพอให้ Fed ผ่อนคลายนโยบาย
อัตราเงินเฟ้อที่ประกาศจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับสูงสุดในช่วงปี 2022 แต่ยังคงอยู่ที่ประมาณ 2.8–3.0% ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายของเฟด โดยแรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันมีสาเหตุสำคัญจากภาคสินค้า โดยเฉพาะผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าที่เพิ่มต้นทุนของสินค้า ขณะที่เงินเฟ้อภาคบริการ โดยเฉพาะค่าเช่าที่อยู่อาศัย เริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัว ซึ่งช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมเฟด คาดว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากภาษีจะค่อยๆ ลดลงในช่วงปีนี้ และเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาลงอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการยังแสดงความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด และมีความเสี่ยงที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เฟดยังไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ข้อสรุปจากการประเมินเศรษฐกิจโดยรวมเฟด มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50–3.75% โดยคณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วก่อนหน้านี้ และต้องการรอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและเศรษฐกิจแม้จะมีกรรมการบางส่วนเสนอให้ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากกังวลต่อแนวโน้มตลาดแรงงาน แต่เสียงส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการเร่งลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจเสี่ยงทำให้เงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง เฟดยังเน้นว่านโยบายการเงินไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และการตัดสินใจในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนว่าเฟดกำลังเข้าสู่ช่วง “Wait and See” อย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจัยนโยบายการเงินของเฟด อาจยังไม่มีผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวของราคาทองคำระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มมองเห็น “สัญญาณการเปลี่ยนแปลง” โดยคาดว่าการลดดอกเบี้ยอาจเริ่มต้นหลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานเฟดคนใหม่ในเดือนพฤษภาคม และจากการประเมินของ CME FedWatch Tool คาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยรวม 2 ครั้งภายในปีนี้แม้ผลกระทบอาจยังไม่เกิดขึ้นทันที แต่สิ่งสำคัญคือทิศทางของตลาดกำลังเปลี่ยนไป เพราะเมื่อใดที่เฟดเริ่มลดดอกเบี้ยจริง ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมักจะอ่อนตัวลง ซึ่งจะช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นในช่วงกลางถึงปลายปี 2026 อาจกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่ราคาทองคำจะกลับมาได้รับแรงหนุนอีกครั้ง และมีโอกาสเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น
แหล่งอ้างอิง : Fedralreserve.gov









