บล.ทิสโก้:
MAJOR กำไร Q4 เติบโต จากประสิทธิภาพควบคุมต้นทุน, Valuation ยังน่าสะสม
กำไรสุทธิ 4Q25 เติบโต จากการบริหารควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
MAJOR ประกาศกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 347 ล้านบาท (+8% YoY, +175% QoQ) โดยในไตรมาสนี้ และ 4Q24 มีรายได้พิเศษจากการถือหุ้น MJLF ที่รับรู้กำไรประเมินที่ดินคาด 101 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรหลักอยู่ที่ 202 ล้านบาท (+29% YoY, +39% QoQ) สำหรับรายได้ หนังที่ทำเงินมาจากหนังเรื่อง Avatar 3 ที่ 241 ล้านบาท, Zootopia 2 ที่ 125 ล้านบาท ด้านรายได้ธุรกิจอาหารทานเล่นเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนรายได้หนังที่เพิ่มขึ้น สำหรับรายได้สื่อโฆษณาและโบว์ลิ่งลดลงจากช่วงไฮซีซัน ต้นทุนและค่าใช้จ่ายลดลงจากการควบคุมค่าใช้จ่ายและคืนพื้นที่เช่าที่สยามพารากอนและไอคอนสยาม กำไรสุทธิปี 2025 ลดลง 15% มาอยู่ที่ 631 ล้านบาท จากรายได้ตั๋วหนัง และอาหารทานเล่นที่ลดลง และรายได้สื่อโฆษณาลดลงจากช่วงไฮซีซัน
ประกาศจำหน่ายเงินลงทุนในกัมพูชา
บริษัทได้ประกาศมติจากการประชุมวิสามัญของบริษัทย่อย เมเจอร์โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (MHD) ที่อนุมัติการจำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดใน บริษัท เมเจอร์แพลตินัม ซีนีเพล็กซ์ (แคมโบเดีย) จำกัด (MPC) ซึ่งถือหุ้นโดย MHD จำนวน 7,000 หุ้น (คิดเป็น 70% ของหุ้นทั้งหมด) ให้กับ SABAY DIGITAL GROUP PTE. LTD. ในราคา USD 734.89 ต่อหุ้น หรือประมาณ 23,043.06 บาท ต่อหุ้น รวมเป็นมูลค่าประมาณ 5.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 161.30 ล้านบาท โดยสัญญาซื้อขายจะเสร็จสิ้นภายใน 1Q26 ในมุมมองของเรา มองเป็นปัจจัยบวก จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ควบคุมค่อนข้างยาก และมองผลกระทบจากการจำหน่ายเงินลงทุนในกัมพูชาจำกัด จากสัดส่วนรายได้ในกัมพูชาคิดเป็นเพียง 5% ของรายได้รวมในปี 2026
ผลประกอบการเริ่มฟื้นตัวดีกว่าที่คาด การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เรามองว่า MAJOR เข้าสู่ช่วง “จังหวะลงทุน” ที่น่าสนใจมากขึ้นจาก 2 แกนหลักคือ 1) กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และ 2) โครงสร้างต้นทุนเริ่มเห็นผลชัด หลังบริษัทเดินหน้าปรับประสิทธิภาพการดำเนินงานในหลายมิติ ทำให้ Downside จำกัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ขณะที่ Upside เปิดกว้างขึ้นตามรายได้หนังที่กลับมาและการบริหารต้นทุนที่เข้มขึ้น บริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่งแบบ net cash ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทั้งต่อการทำธุรกิจและต่อการคืนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น เรายังคงคำแนะนำเป็น “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายใหม่สะท้อนการปรับประมาณการขึ้นเป็น 10.1 บาท (จากเดิม 9.3 บาท) อิง Historical PE forward 3 ปี -1SD ที่ 12x โดย ณ ราคาปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER 26F 8.9x ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบอ้างอิง และคาด Dividend Yield ’26 ที่ ~3.4% จึงมองเป็น “จุดสะสม”
บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2026F เพิ่มขึ้น จากคาดจำนวนผู้ชม 36 ล้านคน (จากปี 2025 25.3 ล้านคน) สนับสนุนจากจำนวนคอนเทนต์หนังฮอลลีวูดและหนังไทยที่เพิ่มขึ้น โดยหนังไทยจาก M STUDIO จำนวน 20-24 เรื่อง บริษัทตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดหนังไทยให้มากกว่า 60% ผ่านแผนหนังไทย ~80 เรื่อง และหนังที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ ~20 เรื่อง (เช่น BEC, WORK, MONO, PLANB) ซึ่งจะช่วยให้ MAJOR มีความหลากหลายของคอนเทนต์และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาหนังฮอลลีวูดมากเกินไปในบางช่วงเวลา และบริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนโรง 25-30 ด้วย 8 โลเคชัน วางงบลงทุน 400 ล้านบาท จากการขยายโรงหนังและการปรับปรุงบำรุงรักษาประจำปี
เรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มปี 2026F
แนวโน้ม 1Q26F เราคาดผลประกอบการเติบโต YoY จากฐานต่ำในปีก่อน และในเชิงโมเมนตัมรายได้เดือน ม.ค. เริ่มรับรู้แล้ว โดย Avatar 3 ยังทำรายได้ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาราว 95 ล้านบาท อีกทั้งมีหนังไทยทยอยเข้ามา เช่น “ข้างบ้าน, พะนอ 2” (แม้สัดส่วนยังไม่มาก) และยังมีโปรแกรมหนังไทยอีกหลายเรื่องที่เป็นแรงเสริมรายได้ช่วงที่หนังฮอลลีวูดยังไม่พีก โดยหนังฮอลลีวูดจะเด่นขึ้นใน 2Q26F ขณะที่ฝั่งหนังไทยยังมีภาคต่อ/ไลน์อัป ที่คาดช่วยเพิ่ม traffic และความถี่การเข้าชม เช่น สัปเหร่อ 2, พี่นาค 5 รวมถึงโปรเจกต์ที่ตลาดให้ความสนใจอย่าง “ธี่หยด” ภาคต่อในชื่อ “สมิงเขาขวาง” เป็นต้น
เราปรับประมาณการกำไรปี 2026F เพิ่มขึ้น 15% จากเดิม สะท้อนฐานข้อมูลปี 2025 และสะท้อนต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ลดลงมีนัยสำคัญ จากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่บริษัททยอยทำอย่างต่อเนื่อง ในเชิงสมมติฐานปี 2026F เรายังให้ภาพค่อยเป็นค่อยไปจากการคาดจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้น ~3% ต่อปี และราคาตั๋วเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ~1% (จากการปรับขึ้นราคาในบางพื้นที่บางส่วน) ทำให้รายได้มีแนวโน้มโตอย่างสมเหตุสมผล ขณะเดียวกันเราคาดสัดส่วนรายได้ กรุงเทพฯ:ต่างจังหวัด 52:48 สะท้อนฐานลูกค้าที่กระจายตัวค่อนข้างดี ที่สำคัญคือการปรับโครงสร้างต้นทุน โดยมาตรการเด่นประกอบด้วย
- ลดต้นทุนแรงงาน ผ่านการใช้ Autogate/QR ให้ลูกค้าเข้าโรงเอง ลดพนักงานชั่วคราวลง 40–50% โดยจากระดับ ~800 คน คาดทยอยลดตั้งแต่ปี 2025 และในปี 2026 คาดเหลือ ~300 คน
- ลดต้นทุนวัตถุดิบอาหาร โดยเฉพาะข้าวโพด/ป๊อปคอร์น จากการเปลี่ยนซัพพลายเออร์บางส่วน สั่งตรงจากสหรัฐฯ ช่วยลด cost per unit
- ลดค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุง ด้วยการฝึกพนักงานดูแลเครื่องจักรแทนการจ้าง agency
- ลด fixed cost ด้านพื้นที่เช่า ด้วยการคืนพื้นที่บางส่วนที่ไม่ทำเงิน เช่น สยามพารากอนและไอคอนสยาม และคาดปี 2026 จะ “เข้มขึ้น” ในการประเมินพื้นที่เช่าให้เกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่า โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า เช่น The Mall, Central ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 30% ในโครงสร้างรายได้แบบรับประกันขั้นต่ำ (minimum guarantee) ในขณะที่อีก 70% เป็นการแบ่งตามสัดส่วนรายได้ (revenue sharing)
สรุปมุมมองของเรา: MAJOR เริ่มเปลี่ยนจาก “ฟื้นตัวตามคอนเทนต์” ไปสู่ “ฟื้นตัวจากโครงสร้าง” เพราะนอกจากรายได้หนังที่กลับมาเด่นขึ้นแล้ว บริษัทยังสร้างฐานกำไรที่แข็งแรงขึ้นด้วยการลดต้นทุนอย่างเป็นระบบ ทั้งแรงงาน พื้นที่เช่า วัตถุดิบ และกระบวนการซ่อมบำรุง ซึ่งจะทำให้กำไรมีโอกาสโตเร็วกว่ารายได้เมื่อรายได้กลับมา (operating leverage) อีกทั้งโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 600 ล้านบาท (ซื้อคืนไม่เกิน 75.7 ล้านหุ้น หรือ 9.99% ของทุนจดทะเบียน) โดยปัจจุบันซื้อไปแล้วราว 36 ล้านหุ้น มูลค่า 247 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 6.80 บาท/หุ้น เป็นอีกปัจจัยสนับสนุน sentiment เชิงบวก เมื่อรวมกับฐานะการเงินแข็งแกร่ง และ Dividend Yield ’26 ~3.4% ทำให้ภาพรวมเป็นหุ้นที่เหมาะกับกลยุทธ์ “ซื้อเพื่อฟื้นตัว + รับปันผล”
ดังนั้นเราจึงคงมุมมองเชิงบวกและปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมายใหม่ 10.1 บาท โดยมองว่า valuation ปัจจุบันยังไม่แพง (PER 26F 8.9x) เมื่อเทียบกับแนวโน้มกำไรที่ค่อยๆ ฟื้น และมาตรการลดต้นทุนที่จับต้องได้ ความเสี่ยงหลักที่ต้องติดตามคือภาวะเศรษฐกิจซบเซาและความผันผวนของรายได้ที่ขึ้นกับพฤติกรรมผู้บริโภค







