Krungthai CIO ชี้ภาษี Trump สั่นคลอนหลังศาลสหรัฐฯ สั่งระงับ จับตา กนง.คงดอกเบี้ย แนะจัดพอร์ตแบบ “Barbell” รับความไม่แน่นอน
Krungthai CIO มองตลาดการเงินโลกเข้าสู่จุดเปลี่ยน หลังศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา ระงับอำนาจจัดเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA ของ ประธานาธิบดี Trump เพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ขณะที่ไทยจับตาการประชุม กนง. ซึ่งมีแนวโน้มคงดอกเบี้ย แนะผู้ลงทุนจัดพอร์ตแบบ Barbell เน้นหุ้นเทคโนโลยีพื้นฐานแข็งแกร่งควบคู่ทองคำ เพื่อลดความผันผวน
ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ตลาดและการลงทุนรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาที่ระงับ การใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีของ ประธานาธิบดี Trump เป็นปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในระยะสั้น และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากภาครัฐสหรัฐฯ ยังมีทางเลือกทางกฎหมายอื่นในการดำเนินมาตรการภาษี และทิศทางนโยบายที่เปลี่ยนแปลงบ่อย อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินในช่วงต่อจากนี้
Krungthai CIO ประเมินว่า ความไม่แน่นอนดังกล่าว ทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวแรงกว่าคาดปรับเพิ่มขึ้น โดยตลาดจะให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญและท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป ทั้งนี้ ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายอาจทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนมากขึ้นในระยะสั้น ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนในภาวะที่นักลงทุนลดความเสี่ยง (Risk-off)
สำหรับประเทศไทย การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ คาดว่า จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25% เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเพิ่มเติม ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยถ้อยแถลงหลังการประชุมจะเป็นตัวกำหนดมุมมองต่อตลาดการเงินและค่าเงินบาทในระยะสั้น
ด้านกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO แนะนำจัดพอร์ตแบบ “Barbell Strategy” เพื่อรับมือความผันผวน โดยเน้นกระจายการลงทุนทั้งสินทรัพย์เติบโตและสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง สำหรับสินทรัพย์เติบโต แนะนำทยอยสะสมหุ้นเทคโนโลยีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ รวมถึงกลุ่ม Semiconductor ที่ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ควรถือทองคำเพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและเศรษฐกิจโลก พร้อมกระจายการลงทุนไปยังตลาดที่มีศักยภาพเติบโตอย่างอินเดียและเวียดนาม เพื่อสร้างสมดุลและเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ตในระยะต่อไป









