PSGC ก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการในห่วงโซ่ธุรกิจพลังงาน แก่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในเวียดนาม ผ่านการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ รุกธุรกิจพลังงานระดับภูมิภาคและขยายการเติบโตนอกเหนือจากงานก่อสร้าง

บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ประกาศความสำเร็จในการเข้าลงทุนในบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (“NT”) อย่างเป็นทางการ นับเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของบริษัทจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องในระดับภูมิภาค

ธุรกรรมดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทในเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยภายหลังจากการทำรายการ PSGC ถือหุ้นใน NT สัดส่วน 64% ของทุนจดทะเบียนที่มีสิทธิออกเสียง ส่งผลให้ NT เป็นบริษัทย่อยที่ถูกรวมงบการเงินของกลุ่มบริษัท มีผลตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ต่อยอดจากโครงการริเริ่มด้านเหมืองแร่และทรัพยากรที่ PSGC ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 ภายใต้วิสัยทัศน์ของบริษัท และสะท้อนแผนงานระยะยาวในการขยายสู่ธุรกิจพลังงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในภูมิภาค

รุกสู่ห่วงโซ่พลังงานระดับภูมิภาคที่เติบโตต่อเนื่อง

ปัจจุบันประเทศเวียดนามมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม โดยพลังงานถ่านหินยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าฐานโหลด (base-load power generation) เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในประเทศ

PSGC ได้เข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจบริหารจัดการเหมืองแร่ การให้บริการแปรรูปถ่านหิน และการค้าถ่านหินเชิงพาณิชย์ ผ่านการลงทุนใน NT ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาค การลงทุนครั้งนี้ ทำให้บริษัทมีแหล่งรายได้จากธุรกิจที่มีรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้น

โดย NT ยังได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการดำเนินงานและรับซื้อถ่านหินจากบริษัท Xekong Power Plant Limited (XPPL) ซึ่งเป็นสัมปทานเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว มีปริมาณถ่านหินสำรองกว่า 600 ล้านตัน และเพื่อสร้างรายได้ทันที NT ได้ทำสัญญาซื้อขายถ่านหินระยะยาว (Off-take Agreements) กับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม 2 แห่ง พร้อมได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อขนาดใหญ่จากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของเวียดนามอีกด้วย

สัญญาขายกับรัฐวิสาหกิจดังกล่าวรองรับปริมาณถ่านหินในระดับ 4–5 ล้านตันต่อปี ภายใต้ข้อตกลงระยะยาว 10 ปี และ NT สามารถที่จะขยายศักยภาพในการส่งมอบได้ถึง 10 ล้านตันต่อปี เพิ่มแนวโน้มความชัดเจนของรายได้ในอนาคต

วิสัยทัศน์สู่โครงสร้างรายได้ที่ต่อเนื่อง (Recurring Revenue)

นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC กล่าวว่า การลงทุนใน NT เข้ามาเป็นบริษัทย่อยถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากรายได้หลักที่มาจากโครงการก่อสร้าง ไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่องจากการดำเนินงาน ที่เชื่อมโยงกับความต้องการพลังงานในภูมิภาค โดยการรวมงบการเงินจาก NT นี้จะเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 และคาดว่าจะเป็นส่วนสำคัญต่อโครงสร้างรายได้ของบริษัทในระยะต่อไป

“เรากำลังสร้างห่วงโซ่ธุรกิจพลังงาน ตั้งแต่การดำเนินงานเหมืองไปจนถึงการส่งมอบสินค้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” นายเดวิดกล่าว “แม้ว่าธุรกิจถ่านหินจะถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีมานาน แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าฐานโหลด สำหรับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น เวียดนาม เรามองว่าถ่านหินเป็น ‘พลังงานพื้นฐาน’ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ กระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพให้กับบริษัทในระยะยาว และเป็นพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งเพื่อสนับสนุนการขยายสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและนวัตกรรมในอนาคต”

ผลการดำเนินงานปี 2568 และแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินปันผล

สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 PSGC และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 2,724.6 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 377.5 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

รายได้รวมประกอบด้วยรายได้จากงานก่อสร้าง 2,656.9 ล้านบาท และรายได้อื่น 67.7 ล้านบาท ขณะที่กำไรเบ็ดเสร็จรวมทั้งปีอยู่ที่ 358.8 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเริ่มรวมงบการเงินของ NT ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป โครงสร้างธุรกิจของ PSGC จะสะท้อนการผสมผสานระหว่างธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับพลังงานอย่างชัดเจนมากขึ้น

นายเดวิด แวน ดาว กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทกำลังจัดการประเด็นต่างๆ เพื่อให้ฐานะการเงินสะท้อนพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ PSGC ในยุคใหม่” ณ สิ้นปี 2568 กลุ่มบริษัทมีกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรจำนวน 2,025.6 ล้านบาท และเมื่อเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจถ่านหินตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะพิจารณาการจ่ายเงินปันผลในอนาคต จากแนวโน้มผลประกอบการจากการดำเนินงานของ NT และคำนึงถึงผลการดำเนินงานโดยรวม สภาพคล่องทางการเงิน และความจำเป็นในการลงทุนระยะยาวของกลุ่มบริษัทต่อไป

- Advertisement -