TEGH สุดสตรอง! ปี 68 ยอดขายพุ่ง รายได้เพิ่ม 18% บอร์ดเคาะจ่ายเงินปันผล 0.22 บ./หุ้น รับทรัพย์ 22 พ.ค. 69 เดินหน้าขยายกำลังการผลิตเพิ่ม ปักหมุดรายได้ปีนี้เติบโต 10% พร้อมดัน บ.ย่อย “TEBP” เข้าตลาด mai ปีนี้

บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) เปิดงบปี 68 รายได้แตะ 19,980 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% กำไรสุทธิ 533 ล้านบาท บอร์ดไฟเขียวจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.22 บาท/หุ้น กำหนดขึ้น XD วันที่ 19 มี.ค.69 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 22 พ.ค.69 ฟากแม่ทัพหญิง “สินีนุช โกกนุทาภรณ์” ระบุตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 10% ประเมินแนวโน้มเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทน โดยเฉพาะยอดขายยางแท่งคาดพุ่งแตะ 280,000–290,000 ตัน ทำ All Time High ลุยเดินหน้าขยายกำลังการผลิตตามแผน พร้อม Spin-Off “TEBP” เข้าตลาด mai ภายในปีนี้   

นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH ผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ และน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่ในภาคตะวันออก และผู้นำด้านการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์และผลิตพลังงานทดแทน ประเภทพลังงานชีวภาพแบบครบวงจรในพื้นที่ EEC เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568) บริษัทฯ มีรายได้ 19,980 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน ตามเป้า และมีกำไรสุทธิ 533 ล้านบาท ปรับลงเล็กน้อยจากปีก่อน จากแรงกดดันของส่วนต่างราคาขายยางในตลาดโลกและต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน โดยยังคงรักษาอัตรากำไรได้ในระดับใกล้เคียงเดิมได้ 

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ มีรายได้ 17,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 86% ของรายได้ทั้งหมด จากปริมาณและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น และยังคงรักษาสัดส่วนการส่งออกที่แข็งแกร่งถึง 60% มีสัดส่วนการขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR สูงถึง 41% ของยอดขายยางแท่งทั้งหมด โดยมีปริมาณขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ที่ 104,228 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 104% จากปีก่อน ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีรายได้ 2,507 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 13% ของรายได้ทั้งหมด จากปริมาณและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ถึงแม้จะมีปัจจัยด้านราคาและคุณภาพวัตถุดิบที่ผันผวนในช่วงปลายปี แต่ก็มีสัญญาณการ Turn around ที่ชัดเจนขึ้นจากโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีรายได้ 230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% จากปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 1% ของรายได้ทั้งหมด ผลจากความสำเร็จของโครงการ Biogas expansion zone 3.1 ที่ทำให้ปริมาณรับบริหารจัดการกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้น 3% และมีปริมาณขาย biogas ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 89%  

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.22 บาท โดยกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 20 มีนาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้จะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งมีกำหนดจัดประชุมในวันที่ 24 เมษายน 2569   

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ  ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) อย่างต่อเนื่อง โดยมีการเติบโตจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทนและรับบริหารจัดการกากอินทรีย์  

โดยเฉพาะธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ คาดว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น เป็น 280,000-290,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากความต้องการของลูกค้าในประเทศและต่างประเทศทั้ง จีน อินเดีย ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทั้งยังคาดการณ์ว่า จะยังคงรักษาสัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ได้ที่ 30-40% จากการที่ลูกค้าฝั่งยุโรป และประเทศอื่นๆ ที่ยังคงมีความต้องการอยู่ ซึ่งยังไม่รวมความต้องการยางแท่งมาตรฐาน EUDR ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการที่สหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้ EUDR ในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 นี้ รวมถึงโครงการขยายกำลังการผลิตยางแท่งที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 นี้ จะทำให้กำลังการผลิตยางแท่งรวมของบริษัท เพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ตันภายในปีนี้ ซึ่งจะสอดรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

ด้วยวิสัยทัศน์ Empowering the Low Carbon Value Chain บริษัทฯ ได้เปิดตัวสินค้ายางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Block Rubber Carbon Neutral) ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าผู้ผลิตยางล้อที่ต้องการใช้วัตถุดิบที่สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับกับมาตรการ CBAM ที่เริ่มบังคับใช้แล้วในปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะสามารถรับรู้รายได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีแนวโน้มผลงานดีต่อเนื่องในปี 2568 หลังจากบริษัทฯ ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิต ซ่อมบำรุงเครื่องจักร ติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ลูกใหม่ และการติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม (Sterilizer) เพิ่มเติม ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น และมีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอีก 50% ภายในปีนี้ รวมถึงมีแผนที่จะขอการรับรอง ISCC corsia ในปีนี้ สำหรับน้ำมันที่สกัดได้จากทะลายปาล์มเปล่าและน้ำมันน้ำเสีย เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตเชื้อเพลิงการบินชีวภาพจากน้ำมันและไขมันเหลือใช้ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์รอง (By-Product) หลังจากที่ได้รับการรับรอง ISCC plus และ ISCC EU มาแล้วในปีที่ผ่านมา   

ด้านธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 1 เรียบร้อยแล้ว และตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนของโครงการบ่อกากปิโตรเคมี ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1/69  และโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/69 ตามเป้าที่จะขยายความสามารถในการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 1,100,000 ตัน และผลิตก๊าซชีวภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 58,000,000 ลูกบาศก์เมตร ในปี 2570 รวมทั้งจะมีการรับรู้รายได้จากการขาย Carbon Credit ที่จะได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นด้วย พร้อมเดินหน้าโครงการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อร่วมพัฒนาโครงการ Green Gas และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อการเติบโตในอนาคตต่อไป  

สำหรับแผนการนำการบริษัทย่อย “บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TEBP)”เสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ปัจจุบันมีความคืบหน้าตามลำดับ คาดว่าจะสามารถนำหุ้นสามัญเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในปีนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต

- Advertisement -