ยังคงอยู่ในช่วงปรับฐานจนกว่าสถานการณ์สงครามจะคลี่คลาย

Market Update

ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 403 จุด (-0.8%) นักลงทุนกังวลกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจจะยึดเยื้อและกดดันเงินเฟ้อ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 4.7% รับแรงคดดันจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่จะกดดันการขนส่งพลังงาน

Market Outlook

วานนี้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังคงปรับลดลง นักลงทุนยังคงไม่มั่นใจสถานการณ์ในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รายงานล่าสุดพบว่าอิหร่านได้ทำการโจมตีหลายๆ ประเทศในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกับประกาศว่าเรือบรรทุกสินค้าใดๆ ก็ตามที่ผ่านช่องแคบ Hormuz จะเผชิญการโจมตี วังนี้สิ่งที่นักลงทุนกังวลอาจไปอยู่ที่สถานการณ์ราคาสินค้าหลังจากนี้ เพราะช่องเคบ HORMUZ คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติราว 20% ของอุปทานโลก และหลายๆ ประเทศก็พึ่งพาน้ำมันที่มาจากช่องทางดังกล่าวเช่นจีน จีนนับเป็นผู้นำเข้าน้ำมันกว่า 45% จากการขนส่งผ่านช่องแคบ HORMUZ และกว่า 90% ของการส่งออกน้ำมันของอิหร่านก็ไปขายให้กับประเทศจีน นอกเหนือจากจีนแล้วยังได้ส่งผ่านไปยังประเทศต่างๆในเอเชียอย่าง อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงไทย ดังนั้นหากสถานการณ์ยึดเยื้อจะยิ่งกดดันราคาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ โดยเฉพาะฝั่งเอเชียที่จะขาดแคลนน้ำมันรวมถึงกระทบกับเศรษฐกิจ

ในฝั่งของรัฐบาลไทยนั้น ได้ออกมายืนยันว่าจะคงราคาน้ำมันดีเซลไว้ 15 วัน แม้ไม่อาจประมินได้ว่าสงครามรอบนี้จะใช้ระยะเวลานานขนาดไหน แต่ข้อมูลในอดีตระบุไว้ว่าโดยเฉลี่ย ตั้งแต่ปี 1941 – 2020 สงครามมักทำให้ตลาดหุ้นปรับลงเฉลี่ย 5% โดยสูงสุดเห็นการปรับฐานมากถึง 20% และมักจะใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ย 22 วันในการเผชิญจุดต่ำสุด คืนนี้รอติดตามตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนจาก ADP Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 5 หมื่นราย

วันนี้ประเมิน SET INDEX ยังเสี่ยงปรับฐานในกรอบ 1440 – 1475 จิตวิทยาการลงทุนยังเป็นลบจากการปรับลงของหุ้นเอเชีย (เช้านี้ KOSPI -5.5% Nikkei – 2.5%) และไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากการท่องเที่ยวในกรณีที่สงครามยืดเยื้อจนกดดันกำลังซื้อของคนในฝั่งเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดีย แต่อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าจะไม่ยึดเยื้อ เมื่อกลับมาที่ตลาดหุ้นไทยจะพบว่ามีหุ้นได้ประโยชน์อย่างพลังงาน (PTT PTTEP) แต่จะกดดันกับหุ้นอย่างสายการบิน (AAV BA THAI) โรงไฟฟ้า (ต้นทุนปรับขึ้น) ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนระยะกลางควรมองเป็นโอกาสเข้าสะสม ส่วนระยะสั้นเน้น Wait & See ตลาดยังมีความผันผวนค่อนข้างสูง ประกอบกับ Valuation ที่ค่อนข้างแพงด้วย การเลือกหุ้นในช่วงนี้เน้นที่ Defensive เป็นหลัก อย่างกลุ่มโรงพยาบาล (BCH) ที่เน้นลูกค้าในประเทศกลุ่มสื่อสาร (ADVANC) มองผลกระทบจำกัด กลุ่มในประเทศอย่างศูนย์การค้า (CPN) การเงิน (MTC SAWAD TIDLOR) ค้าปลีก (CPALL)

หุ้นแนะนำซื้อวันนี้

BCH (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท)

ครอบครองล่วนแบ่งการตลาดกลุ่มประกันสังคมเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย 2) โอคาสการเติบโตจากความ ต้องการในตลาดที่สูงและการเติบโตของผู้ป่วยต่างชาติ และ 3) แนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อคนที่คาดสูงขึ้น ตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

BDMS (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท)

จากข่าวบริษัทประกันมีแผนยกเลิกจำหน่ายกรมธรรม์เหมาจ่ายตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2026 เป็นต้นไป คาดผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาลจำกัด โดยฉบับใหม่จะบังคับใช้ Copayment โดยไม่ต้องดูพฤติกรรมการเบิกจ่ายที่เกินความจำเป็นเช่นในฉบับหลัง 31 มี.ค. 2025 ทั้งนี้ไม่มีผลย้อนหลังต่อฉบับที่มีการจำหน่ายออกไปก่อน

- Advertisement -