เก่งหลังเกมส์
SET Index ร่วง 23.4 จุด (-1.62%) ปิดที่ระดับ 1,417.45 จุด มูลค่าการซื้อขาย 7.3 หมื่นล้านบาท (มีหุ้นปรับลง 429 บริษัท และปรับขึ้น 98 บริษัท) นักลงทุนเทขายหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานพุ่งสูง โดยมี Sector ปรับลงกดดัชนี คือ ค้าปลีก (CPALL, CRC), ท่องเที่ยว (AOT, MINT), และกลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM, GPSC), และกลุ่มอิเล็กฯ (DELTA) ส่วน Sector ปรับขึ้น คือ กลุ่มน้ำมันโรงกลั่น (PTT, PTTEP, SPRC, BCP), และกลุ่มปิโตรฯ (PTTGC, IVL)
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
PTTEP (+5.44%) เช้าวันนี้นักวิเคราะห์ของเราออกบทวิเคราะห์ปรับคำแนะนำหุ้น PTTEP เป็น ซื้อ จากเดิม ถือ และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 160 บาทจากเดิม 135 บาท เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026-28F ขึ้น +17-30% ตาม supply พลังงานที่ตึงตัวมากขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาขายปิโตรเลียมสูงขึ้น ผสานบริษัทมียอดขายจากแหล่งผลิตใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ PTTEP ยังจ่ายปันผลสูงราว 6.5% ในขณะที่กระแสเงินสดแข็งแกร่งช่วยเพิ่มโอกาสและสร้าง upside จากการ M&A ในอนาคต
PTTGC (+4.88%), IVL (+1.29%), BCP (+2.56%) เป็น Top Pick ของเราเช้านี้ เรามองเป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากเหตุสงครามในตะวันออกกลาง และคาดว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่จะได้ประโยชน์มากสุดในกลุ่มจาก ราคาขายผลิตภัณฑ์ ส่วนต่าง (Spread) ที่เพิ่มขึ้น
BANPU (+5.22%) ตลาดมองเป็นพลังงานต้นน้ำที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูงขึ้น จาก 1) ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวขึ้นหนุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ และ 2) ถูกมองเป็นสินค้าทดแทนคาดหวังดีมานด์ถ่านหินเพิ่มจากการเปลี่ยนการใช้วัตถุดิบบางส่วนจากน้ำมันเป็นถ่านหิน
GULF (-2.64%), GPSC (-5.97%), BGRIM (-7.83%) กังวลผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากข่าวอิหร่านขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานของประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซียโดยเฉพาะแหล่งก๊าซ LNG ในกาตาร์ซึ่งคิดเป็น 20% ของโลก โดยล่าสุดราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดยุโรป (TTF Gas) เพิ่มขึ้น 13.29$/MMBTU หรือ +24.31%









