MTC เผยพร้อมปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือประชากร จากสภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว กระทบรายได้ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้มีความต้องการสินเชื่อพุ่ง ทั้งไม่หวั่นกรณีแบงก์ชาติออกเกณฑ์คุมเข้มคิดดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ยันที่ผ่านมาปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม ไม่มีการเรียกเก็บซ้ำซ้อน มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน ด้านแผนงานปีนี้ ตั้งเป้าเปิดเพิ่ม 700 สาขา ส่งผลภายในสิ้นปีมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 6,500 แห่ง มั่นใจดันพอร์ตสินเชื่อปีนี้โต 30%

 

นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เปิดเผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในภาวะซบเซา และการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว จึงทำให้รายได้ของคนไทยลดน้อยลง ในขณะที่รายจ่ายและค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้ประชาชนมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของ MTC พร้อมที่จะยืนเคียงข้างคนไทยทุกคน และยินดีที่จะสนับสนุนสินเชื่อสำหรับประชาชนที่ต้องการทุกราย เพื่อให้นำเงินไปสร้างอาชีพและสร้างรายได้

ทั้งนี้ MTC ในฐานะเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจนี้ ตั้งเป้าช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มขึ้นจาก 2.5 ล้านคน เป็น 3.5 ล้านคน โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้แก่ เกษตรกร, ค้าขาย และกลุ่มคนทำงานโรงงานอุตสาหกรรม โดยในปีนี้ บริษัทวางแผนเปิดสาขาไว้จำนวน 700 สาขา เมื่อรวมกับสาขาเดิมที่มีอยู่ ะทำให้ภายในสิ้นปี 2565 จะมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 6,500 สาขา ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่มีจำนวนสาขาและลูกค้ามากที่สุดในประเทศไทย เพื่อให้สามารถบริการแก่ผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อได้อย่างทั่วถึงและกระจายในวงกว้างมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จึงมั่นใจว่า ปีนี้พอร์ตสินเชื่อจะมีการเติบโตประมาณ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา

ส่วนการประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่องหลักเกณฑ์คิด ดอกเบี้ย, ค่าบริการ, เบี้ยปรับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการ โดยมีผลใช้วันที่ 1 เมษายน 2565 ทาง MTC ไม่มีความกังวลต่อประกาศดังกล่าวแต่ประการใด เพราะที่ผ่านมาบริษัทปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมอยู่แล้ว โดยไม่เอาเปรียบและไม่เรียกเก็บซ้ำซ้อน รวมทั้งไม่มีการนำค่าใช้จ่ายหรือค่าประกันมารวมกับจำนวนหนี้ และคิดดอกเบี้ยอีก แต่บริษัทได้เปิดเผยข้อมูลดอกเบี้ย ค่าบริการ และเบี้ยปรับ อย่างชัดเจน โปร่งใส ให้ลูกค้ารับทราบอยู่แล้ว

ขณะที่ความกังวลเรื่องหนี้เสียหรือ NPL ที่อาจจะเพิ่มขึ้นนั้น เรื่องดังกล่าวไม่น่าเป็นห่วง เพราะกลุ่มลูกค้าของบริษัทประมาน 70% เป็นลูกค้ากลุ่มเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณผลผลิตและราคา ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย อยู่ในระดับที่ดี โดยเกษตรกรสามารถนำเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ประกอบกับปีนี้ประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้ง อันเนื่องมาจากน้ำในเขื่อนที่สะสมไว้มีปริมาณน้ำที่มากกว่าทุกปี ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรที่ทำนาตามลุ่มน้ำต่างๆ สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี บริษัทจึงไม่กังวลต่อปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ หรือ NLP   ของกลุ่มเกษตรแต่ประการใด

******

- Advertisement -