GBS ประเมินหุ้นไทยเดือนกรกฎาคม ยังแกว่งตัว Sideway Down จากความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75%ในเดือนนี้ พร้อมแนะจับตา กนง. มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งหลังปีนี้เพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ ให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีฯ ที่ 1,500-1,570 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนใน 3 กลุ่มเด่น อาทิแบงก์ โรงพยาบาล ไอซีที จากปัจจัยบวกที่มีเฉพาะตัว

 

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนกรกฎาคม โดยระบุว่า ยังคงแกว่งตัวผันผวนในลักษณะ Sideway Down โดยนักลงทุนยังคงกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา เปิดแบบจำลองคาดการณ์ GDPNow แสดงว่า เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 2.1% ในไตรมาส 2/65  จากเดิมที่บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มหดตัว 1.0% หดตัวแรงกว่าคาดการณ์เดิม และในช่วงไตรมาส 1/65 ที่หดตัว 1.6% บ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเห็นได้จากทิศทางเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ทรงตัวที่ระดับสูง

ส่วนภาพรวมในประเทศ ทาง กกร.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2565 ลดเหลือ 2.75-3.5% จากเดิม 2.5-4.0% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็น 5-7% จากเดิม 3-5% และปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็น 5.0-7.0% เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป จากอัตราเงินเฟ้อในทุกประเทศทั่วโลกทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากราคาอาหารและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น กดดันธนาคารกลางแต่ละประเทศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ

สำหรับประเทศไทยรายงานดัชนี CPI ทั่วไปเดือนมิถุนายนขยายตัว 7.66% ในช่วงครึ่งแรกของปี ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 5.61% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงแรง กดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน จึงคาดการณ์การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยในกรอบ 1,500-1,570 จุด

ส่วนปัจจัยในประเทศที่ยังคงต้องจับตาต่อเนื่อง อาทิ แผนรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ รวมทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การประกาศผลการดำเนินงานในประจำงวดไตรมาส 2/65 และครึ่งปีแรกของหุ้นกลุ่มธนาคาร

ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์สำหรับการลงทุนในเดือนกรกฎาคมที่คาดว่าจะผันผวนในทิศทางขาลง (sideway down) แนะนำทยอยสะสมในจังหวะที่ตลาดปรับลงแรง โดยมี 3 กลุ่มเด่นๆ โดยกลุ่มแรกหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ในช่วงครึ่งปีหลัง และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เลิกเพดานจ่ายปันผลและทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น  ซึ่งหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่  KBANK, SCB, BBL, KTB และ TISCO  กลุ่มที่ 2 หุ้นที่ได้อานิสงส์จากมติ ครม.ให้ยกเว้นภาษี VAT สำหรับผู้ประกอบการ Data Center ได้แก่ ICN, ITEL, MFEC และ INSET และกลุ่มที่ 3 หุ้นที่ได้ประโยชน์จากความกังวลของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ได้แก่  BH, BDMS, CHG, BCH, PRINC และ WPH

ด้านทิศทางการลงทุนในทองคำ นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก กล่าวว่า ภาพรวมทองคำในเดือนที่ผ่านมาปรับตัวลง เนื่องจากช่วงกลางเดือน FED เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.75% ส่งผลให้กรอบดอกเบี้ยนโยบาย 1.5-1.75% และหนุนให้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดระดับ 3.49% สอดคล้องกับดัชนีดอลลาร์ที่ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 105.78 เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำให้ย่อตัวลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 1,805$/oz ขณะที่ SPDR เทขาย -17.18 ตัน อีกทั้งมุมของ FED ยังมีแนวโน้มเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องโดยเดือนกรกฎาคมคาดว่าปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% เนื่องจากเงินเฟ้อยังทรงตัวสูง  เนื่องจากราคาน้ำมันดิบยังทรงตัวเหนือระดับ 105 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้บรรยากาศการลงทุนถูกปกคลุมด้วยนโยบายการเงินที่ตึงตัว

นอกจากนี้ ตลาดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 3/65 จะเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากคาดว่าเฟดจะยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 0.75% ในเดือนนี้ ทำให้กรอบดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ขึ้นมาอยู่ที่บริเวณ 2.25-2.50% โดยตลาดยังจับตาตัวเลขภาคแรงงาน ทั้งการจ้างงานและอัตราการว่างงาน เนื่องจากเป็นตัวสะท้อนก่อนเศรษฐกิจจะถดถอย อีกทั้งควรติดตามดัชนีฝ่ายจัดซื้อทั้งภาคการผลิตและภาคบริการหากออกมาต่ำกว่าระดับ 50 จะยืนยันถึงภาวะหดตัว

ดั้งนั้น ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ราคาทองคำอาจแกว่งตัวในกรอบ 1,730-1,800$/oz เนื่องจากยังไร้ปัจจัยหนุนใหม่อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนถูกกดดันด้วยนโยบายการเงินที่ตึงตัว คำแนะนำซื้อขายตามกรอบที่ให้ไว้

****

- Advertisement -