THREL โชว์ฟอร์มผลงานครึ่งแรกปี 2565 แกร่ง กำไรสุทธิพุ่งทะยานแตะ 110 ล้านบาท โตกว่า 70% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนเบี้ยประกันภัยต่อรับ เติบโตสวนตลาด ทะลุ 1,400 ล้านบาท ขณะที่ Combined Ratio ลดลงเหลือ 93% ส่งซิกครึ่งปีหลังเดินหน้าผนึกพันธมิตรลุยต่างประเทศเต็มรูปแบบ พร้อมเร่งส่งโปรดักส์ใหม่ร่วมกับ Pacific Life Re ขยายฐานในประเทศ ต่อยอด New S-Curve หนุนการเติบโตสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง พร้อมไฟเขียวสั่งจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.08 บาทต่อหุ้น
นายสุทธิ รจิตรังสรรค์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยรีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ THREL เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิ 110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเบี้ยประกันภัยต่อรับ 1,483 ล้านบาท เติบโตราว 2% สวนกระแสภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิตที่ยังคงชะลอตัว ตามปริมาณงานประกันชีวิตแบบร่วมพัฒนา (Non-Conventional) และงานประกันชีวิตแบบดั้งเดิม (Conventional) ที่มีแนวโน้มขยายตัวดี
สำหรับค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยรวมช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1,297 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากค่าสินไหมทดแทน (เคลม) ที่เพิ่มขึ้นราว 9% อยู่ที่ 928 ล้านบาท ตามการเติบโตของเบี้ยประกันภัยต่อรับ ขณะที่ค่าบำเหน็จสุทธิเพิ่มขึ้น 9% อยู่ที่ 303 ล้านบาท โดยยังมุ่งเน้นประสิทธิภาพการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย และคุมเข้มความเสี่ยงในการรับงาน เพื่อควบคุมอัตราค่าสินไหมทดแทนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่งผลให้ Combined Ratio (COR) ลดลงต่อเนื่องเหลือ 93%
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังจำเป็นต้องจับตาและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิตภายในประเทศอย่างใกล้ชิด จากปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบรอบด้าน เบื้องต้นบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการคุมเข้มความเสี่ยงในการรับงานอย่างต่อเนื่อง
ส่วนแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมเดินหน้าลุยตลาดต่างประเทศเต็มรูปแบบ ล่าสุดได้เจรจาพันธมิตรขยายงานในประเทศอินโดนีเซียเพิ่มเติม จากก่อนหน้าที่ได้สัญญาใหม่จากประเทศกัมพูชา เบื้องต้นคาดได้งานและทยอยรับรู้รายได้จากไต้หวันภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่แผนธุรกิจในประเทศ เล็งผลักดันโปรดักส์ใหม่ ที่ได้ร่วมพัฒนากับ Pacific Life Re ออกสู่ตลาด เพื่อยอดต่อ New S-Curve หนุนการเติบโตแข็งแกร่ง สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 0.08 บาทต่อหุ้น คิดเป็นวงเงินจำนวน 48 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าขั้นต่ำของนโยบายจ่ายเงินปันผลที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ
*********









