KS Daily View 8.11.2023 >>> Anti-commodities ขึ้นสวนทาง กับกลุ่มพลังงานหลังราคาน้ำมันปรับลดลง SET ดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 1,400-1,425 จุด หุ้นแนะนำ GPSC, BA

สรุปภาวะตลาดเมื่อวานนี้

ต่างประเทศ : ดัชนี DJIA +0.17%, S&P 500 +0.28%, NASDAQ +0.90%โดย Sector ที่ outperform ใน S&P500 ได้แก่ Consumer Discretionary (+1.19%), IT (+1.05%), และ Communication Services (+0.56%) ส่วน Sector ที่ Underperform ได้แก่ Energy (-2.23%), Materials (-1.87%), และ Utilities (-0.73%) เป็นต้น

ในประเทศ: SET Index -8.91 จุด หรือ -0.63% ปิดที่ 1,408.30 จุด หุ้นใน SET100 ที่ราคาเพิ่มขึ้นมากสุด ได้แก่ TQM (+5.00%), BCH (+2.50%), NEX (+2.00%), BH (+1.61%) เป็นต้น ส่วนที่ราคาลดลงต่ำสุด ได้แก่ PSL (-8.05%), VGI (-5.36%), GPSC (-4.62%), BGRIM (-4.60%) เป็นต้น

แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศ:

ประเมินตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบ 1,400 – 1,425 จุด ในวันนี้ โดยคาดว่ากลุ่ม Anti-commo จะปรับขึ้นสวนทางกับกลุ่มพลังงานที่ลดลง จากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลง -4.2% DoD เป็น $81.61/bbl ต่ำสุดนับแต่เดือน ก.ค. ขณะที่ตลาดหุ้นไทยจะได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงหลังผลการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ ได้รับการตอบรับที่ดี พร้อมแนวโน้มเงินเฟ้อลดลงจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงด้วย ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าจะมีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ซึ่งจากคาดการณ์เบื้องต้นของตลาด อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ เดือน ต.ค. มีโอกาสชะลอตัวเหลือ +0.1% MoM ในเดือน ต.ค. จากระดับ +0.4% MoM ในเดือน ก.ย. โดยจากสถิติพบว่าดัชนี S&P500 จะปรับตัวขึ้นต่อหลังเฟดจบรอบการขึ้นดอกเบี้ย หลังจากนั้นจะปรับตัวลงจากตัวเลขเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะหดตัว (Recession) โดยจากสถิตินับแต่ปี 1950 พบว่า 12 ใน 15 ครั้ง หรือมีโอกาส 80% ที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะจบด้วยการเกิด Recession

ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:

1.) ผลการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 3ปี ได้รับการตอบรับที่ดี โดยมียอดจอง 2.67 เท่าของที่เสนอขายจำนวน US$48bn และมีนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อในสัดส่วน 64.6% โดยวันนี้และพรุ่งนี้จะเป็นการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10ปี และ 30ปี วงเงิน US$64bn จาก sentiment บวกดังกล่าว รวมถึงแนวโน้มการชะลอตัวของเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 2 ปี ปรับตัวลง 3bps. เป็น 4.91% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี ปรับตัวลง 9bps. เป็น 4.57%

2.) สำนักข่าว Reuter รายงาน Intel บริษัทชิปเบอร์ 1 ของโลกจากสหรัฐฯ อาจพับแผนขยายการลงทุนกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ในเวียดนาม หลังเจอปัญหาไฟฟ้าไม่เสถียร และระเบียบราชการมากเกินไป ทั้งนี้ต้องรอดูต่อไปว่า Intel จะเลือกประเทศใดสำหรับการลงทุนนี้ จากก่อนหน้าที่ทางบริษัทมีการประกาศขยายการลงทุนในยุโรป รวมถึงธุรกิจ Chip packaging ในมาเลเซีย

3.) TRUE รายงานยอดขายหุ้นกู้ 1.3 หมื่นลบ. พลาดเป้าที่ 1.8 หมื่นลบ. จากหุ้นกู้ระยะยาวอายุ 5 ปี, 7 ปี และ 10 ปีขายได้น้อยเพราะนักลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากกรณีศาลปกครองสูงสุดสั่งรับฟ้อง กสทช. กรณีการควบรวม TRUE-DTAC ทั้งนี้ TRUE มีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในปี 2023-24 อยู่ 2.3 หมื่นลบ. และ 6.5 หมื่นลบ. ตามลำดับ (จากข้อมูลของ Bloomberg ก่อนการขายหุ้นกู้รอบล่าสุด) จากหุ้นกู้ทั้งหมด 3.2 แสนลบ. ดังนี้หากต้นทุนในการออกหุ้นกู้เพิ่มทุกๆ 10bps. จะทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยหลังภาษีของ TRUE เพิ่มขึ้น 259 ลบ.

Theme การลงทุนสัปดาห์นี้

ประเมินตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบ 1,400 – 1,440 จุด ในสัปดาห์นี้ หนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวลดลงบนโอกาสที่เฟดจะกลับลำลดดอกเบี้ยเร็วขึ้นเป็นกลางปี 2024 ที่ 100bps จากเดิมที่ 75bps. ขณะที่ราคาน้ำดิบลดลงสะท้อนตลาดคลายกังวลสงครามอิสราเอล-ฮามาส โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.) ถ้อยแถลงของประธานเฟด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด 2.) ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และค่าเงิน USD ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนทิศทาง Fund flow 3.) สถานการณ์สงครามอิสราเอล-ฮามาส 4.) รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องวงเงินดิจิตอลวอลเล็ตในวันที่ 10 พ.ย. และ 5.) ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ และตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ต.ค. ของจีน อาทิ ตัวเลขการส่งออก ดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต เป็นต้น

หุ้นแนะนำวันนี้ Top pick:

GPSC (ราคาพื้นฐาน 53.00 บาท) แม้แนวโน้มกำไรจะอ่อนแอลงใน 4Q23 เหลือระดับ 300 ลบ. +/- ใกล้เคียงกับใน 2Q23 จากอัตรากำไรที่ลดลงจากอัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำเพื่อสนองนโยบายรัฐที่ต้องการลดค่าครองชีพให้ครัวเรือน รวมถึงลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ แต่มองว่าได้สะท้อนไปในราคาหุ้น GPSC ที่ปรับตัวลง -43.4% YTD เป็น 41.25 บาท ทำผลตอบแทนแย่กว่า SET Index ที่ลดลง -15.6% YTD ต่ำกว่าระดับ Low ของ 2Q23 ที่ 53.25 บาท และ Low ช่วง COVID ในปี 2020 ที่ 42.50 บาท จากแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรในปี 2567 บนราคาก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มลดลง ค่า Ft ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นบ้างในปี 2567 จากระดับ 20.89 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อให้ กฟผ. มีเงินจ่ายคืนหนี้ 1.2 แสนลบ. และหนี้ที่ ปตท.ที่ช่วยแบกรับอีก 8-9 พันลบ. นอกจากนี้มองว่า Bond yield ที่ปรับลดลง จะหนุนมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นด้วย

BA (ราคาพื้นฐาน 22.16 บาท) คาดกำไรแข็งแกร่งในไตรมาส 3/2566 ที่ 2 พันลบ. เพิ่มขึ้น 193% QoQ และเพิ่มขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 393 ลบ.ในไตรมาส 3/2565 จากช่วงไฮซีซันของเกาะสมุย การบริหารจัดการ route บินทำให้ค่าตั๋วเฉลี่ยดีขึ้น และกำไรทางภาษีรอการตัดบัญชีจากการจำหน่ายเงินลงทุนใน BDMS จำนวน 1.3 พันลบ. ทั้งนี้ประเมินหากราคาน้ำมันลดลงทุกๆ US$5/bbl จะหนุนกำไร BA เพิ่ม 5% ต่อปี ราคาหุ้น BA ลดลง -15% เทียบ SET Index ที่ลดลง -10% ในช่วงเดียวกันนับแต่สิ้นเดือน ส.ค. 2566

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ

  • วันพุธติดตามผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) Andrew Bailey มีกำหนดให้สัมภาษณ์ในช่วงบ่าย และตัวเลขยอดค้าปลีกของยุโรป (Retail sales) สำหรับเดือน ก.ย. ตลาดคาดที่ -3.1% YoY เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ -2.2% YoY
  • วันพฤหัสบดีติดตาม ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของจีน (Consumer Price Index) สำหรับเดือน ต.ค. ตลาดคาดที่0.2% YoY เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 0.0% YoY และตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯสำหรับสัปดาห์ก่อนหน้า ตลาดคาดที่ 2.20 แสนคน เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 2.17 แสนคน ปิดท้ายด้วยติดตามประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) Powell มีกำหนดให้สัมภาษณ์ในช่วงข้ามคืนในที่ประชุม IMF สำนักงาน Washington DC.
  • วันศุกร์ติดตามตัวเลขยอดสินเชื่อใหม่ของทางจีน (New Yuan loans) สำหรับเดือน ต.ค. ตลาดคาดที่ 1.5 ล้านล้านหยวน เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 2.31 ล้านล้านหยวน ต่อด้วยตัวเลข GDP ของอังกฤษสำหรับไตรมาสที่ 3 ตลาดคาดที่0.9% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 0.5% และปิดท้ายด้วยตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ (UOB consumer sentiment) เดือน พ.ย. ตลาดคาดที่ 65.0 เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 63.8
- Advertisement -