บล.บัวหลวง:
Agro & Food – อัตรากำไรของธุรกิจปศุสัตว์ไทยที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2567 (NEUTRAL)
เราคาดว่าอัตรากำไรของธุรกิจปศุสัตว์ไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2567 โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาปศุสัตว์ไทยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น (ช่วงฤดูเทศกาล และอุปทานเนื้อสัตว์ที่จะยิ่งถูกกดดันให้ลดลงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่) และต้นทุนอาหารสัตว์ที่คาดว่าจะเป็นทิศทางขาลง เราเลือก CPF เป็นตัวเลือกอันดับแรกสำหรับการลงทุนในกลุ่มเกษตรและอาหาร ตามมาด้วยหุ้นที่เป็นตัวเลือกอันดับที่สองในกลุ่มเกษตรและอาหาร ซึ่งได้แก่ BTG TFG และ GFP
ราคาเนื้อสัตว์บกไทยแตะจุดต่ำสุดไปแล้วในเดือนต.ค. 2566; คาดฟื้นตัวต่อเนื่องไปในช่วงครึ่งแรกของปี 2567
ราคาหมูมีชิวิตของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 16% จากจุดต่ำสุดของปีนี้ที่ 57 บาท/กก. (16-23 ต.ค.) ไปอยู่ที่ 66 บาท/กก. (6-8 ธ.ค.) ขณะที่ราคาไก่มีชีวิตของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน 8% จาก 37.25 บาท/กก. (4-29 ต.ค.) ไปอยู่ที่ 40.25 บาท/กก. (7-8 ธ.ค.) เราคาดว่าราคาหมูมีชีวิตของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับไปที่ 75-80 บาท/กก. และราคาไก่มีชีวิตของไทยกลับไปที่ 40-44 บาท/กก. ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 โดยมีปัจจัยหนุนจากช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองที่จะเกิดขึ้น ผลกระทบจากปรากฎการณ์เอลนีโญ่ที่รุนแรงซึ่งจะส่งผลให้สภาพอากาศร้อนกว่าปกติ (ส่งผลต่ออุปทานเนื้อสัตว์ให้ปรับตัวลดลง) และการลักลอบนำเข้าหมูผิดกฎหมายที่คาดว่าจะลดลงอย่างมากในปีหน้า เราคาดราคาหมูมีชีวิตของไทยเฉลี่ยสำหรับในปี 2567 ที่ 80 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 7% YoY และคาดราคาไก่มีชีวิตของไทยเฉลี่ยสำหรับในปี 2567 ที่ 42.5 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 4% YoY นอกจากนี้เรายังคาดว่าต้นทุนวัตถุดิบโดยรวมมี
แนวโน้มลดลงประมาณ 10% สำหรับในปีหน้า
ปรากฎการณ์เอลนีโญ่จะยิ่งส่งผลให้อุปทานเนื้อสัตว์บกลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2567
เราคาดว่าปรากฎการณ์เอลนีโญ่ “ที่ระดับความแรงปานกลาง” มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 (ซึ่งโอกาสของการเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญ่อยู่ที่ 99% ในไตรมาส 1/67 และอยู่ที่ 62% ในไตรมาส 2/67) โดยจะส่งผลให้สภาพอากาศในหน้าร้อนของประเทศไทยร้อนกว่าปกติในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เราคาดว่าสภาพอากาศที่ร้อนกว่าปกติจะยิ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายต่ออุปทานเนื้อสัตว์มากยิ่งขึ้น (น้ำหนักตัวของสัตว์ที่ลดลงและโรคระบาดประจำถิ่นในช่วงภาวะอากาศที่ร้อนจัด) ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันอุปทานเนื้อสัตว์บกในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ให้ตึงตัวมากยิ่งขึ้นกว่าช่วงภาวะปกติ และส่งผลให้ราคาปศุสัตว์ไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น คาดต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปี 2567 เราคาดราคาข้าวโพดในประเทศสำหรับปี 2567 เฉลี่ยที่ 10 บาท/กก. ลดลง 17% YoY (จากราคาเฉลี่ยที่ 12 บาท/กก. ในปี 2566) และคาดราคากากถั่วเหลืองในประเทศเฉลี่ยสำหรับปี 2567 ที่ 20 บาท/กก. ลดลง 11% YoY จากราคาเฉลี่ยที่ 22.40 บาท/กก. ในปี 2566 (แม้ว่าราคาถั่วเหลืองโลกและราคากากถั่วเหลืองในประเทศได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงเดือน พ.ย. เนื่องมาจากภาวะภัยแล้งทางตอนกลางของประเทศบราซิล ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวได้เริ่มที่จะคลี่คลายดีขึ้นแล้ว ณ ปัจจุบัน)
เราเลือก CPF เป็นตัวเลือกแรก สำหรับการลงทุนในกลุ่มเกษตรและอาหาร ตาม มาด้วย BTG, TFG และ GFPT เป็นตัวเลือกอันดับที่สองสำหรับการลงทุนในกลุ่มนี้
เราเลือก CPF เป็นตัวเลือกสำหรับการลงทุนอันดับแรกในกลุ่มเกษตรและอาหาร เนื่องจากการคาดการณ์ผลประกอบการที่จะพลิกกลับไปเป็นกำไรสุทธิสำหรับในปี 2567 โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาเนื้อสัตว์บกที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสำหรับทั้งในประเทศไทย จีน และเวียดนาม บวกกับต้นทุนอาหารสัตว์ที่คาดว่าจะปรับตัวลดลง และการพลิกกลับของส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมไปเป็นส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม (จาก HyLife ที่พลิกกลับจากส่วนแบ่งขาดทุนไปเป็นส่วนแบ่งกำไร ส่วนแบ่งขาดทุนจาก CTI ที่คาดว่าจะลดลง และส่วนแบ่งกำไรจาก CPALL ที่คาดว่ายังคงเติบโตแข็งแกร่ง) เราเลือก BTG TFG และ GFPT เป็นตัวเลือกสำหรับการลงทุน อันดับที่สองในกลุ่มเกษตรและอาหาร และในแง่ของการฟื้นตัวของผลประกอบการหลักในปี 2567 เราคาดว่า CPF จะมีการฟื้นตัวที่มากที่สุด (จากประมาณการขาดทุนหลักที่ 1.28 หมื่นล้านบาทในปี 2566 พลิกกลับไปเป็นประมาณการกำไรหลักที่ 2 พันล้านบาทในปี 2567) ตามมาด้วย BTG (จากประมาณการขาดทุนหลักที่ 1.19 พันล้านบาทในปี 2566 พลิกกลับไปเป็นประมาณการกำไรหลักที่ 1.96 พันล้านบาทในปี 2567) TFG (เราคาดกำไรหลักปี 2567 ที่ 1.85 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 656% YoY) และ GFPT (เราคาดกำไรหลักปี 2567 ที่ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% YoY)








