ส่งออกไทยติดลบมากกว่าคาด เศรษฐกิจไทยถูกลดการเติบโต

Market Update

ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดบวก 0.38% ขณะที่ Nasdaq ก็ปิดในแดนบวกเช่นกัน เพราะได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้น TSLA, Apple โดยนักลงทุนรอดูผลประชุม FED ที่จะทราบผลในเช้าพฤหัสบดีตามเวลาประเทศไทย ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 1.2%หลังมีรายงานว่าผู้นำฮามาสเดินทางไปอียิปต์เพื่อทำการเจรจา

Market Outlook

เมื่อวานที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกประจำเดือน มี.ค. หดตัว 11%YoY หากหักสินค้าเกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยจะหดตัว 5.6%YoY แย่กว่า Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ -4%YoY เพราะฐานที่สูงในปีก่อนประกอบกับเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนและขยายตัวต่ำจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อีกทั้งการดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดยาวนานส่งผลต่อกำลังซื้อและปัญหาหนี้สิน อย่างไรก็ตามมูลค่าส่งออกรักษาระดับได้ใกล้เคียงกับมูลค่าส่งออกย้อนหลัง 5 ปี ส่งผลให้ในช่วง 3 เดือนแรกมูลค่าส่งออกไทยทรงตัว (-0.2%YoY) นับเป็นความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒน์ประเมินว่าเฉลี่ยทั้งปี 24 มูลค่าส่งออกจะขยายตัว 2%YoY และ xx %YoY ตามลำดับ โดยสินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา (+37%YoY) อาหารสัตว์เลี้ยง (+30%YoY) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป (+20%YoY) สิ่งปรุงรสอาหาร (+10%YoY) ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมพบว่ารถยน์และอุปกรณ์ (-12%YoY) มองเป็นบวกกับหุ้นในกลุ่มส่งออก (ITC TU XO) ในขณะเดียวกันสำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ออกมาปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี 24 ลงเหลือเพียง 2.4%YoY จากเดิมที่ 2.8%YoY สาเหตุสำคัญมาจากการส่งออกที่หดตัวมากกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม นอกจากนี้อุตสาหกรรมยังหดตัวสะท้อนผ่านดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (ผลจากหมวดยานยนต์แผงวงจรไฟฟ้า) นอกจากนี้ภาคเกษตรการก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้งนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 24 จะได้แรงหนุนจาก การท่องเที่ยวรวมถึงการสนับสนุนของนโยบายการคลังช่วงที่เหลือของปี พร้อมประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีที่ 35.7 ล้านคน โดยการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวต่อเนื่องอีก 3.5%YoY ส่วนโครงการ Digital Wallet นั้นหากเริ่มเบิกจ่ายได้ในช่วง 4Q24 จะช่วยให้ GDP 24 มี Upside อีก 1.2-1.8% หรือเติบโตได้เฉลี่ยราว 3.2%YoY การแถลงข้างต้นมองเป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก (BJC CRC CPALL HMPRO GLOBAL) ท่องเที่ยว (AOT CENTEL) ปัจจัยติดตามคืนนี้ได้แก่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯจากสถาบัน CB Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 104

วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1350 – 1370 กลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะทยอยสะสมได้เช่นเดิมจากระดับ Valuation ที่น่าสนใจเน้นที่กลุ่มอิงในประเทศ อาทิ ค้าปลีก (BJC CRC CPALL HMPRO) ท่องเที่ยว (AOT) ศูนย์การค้า (CPN) เครื่องดื่ม (TACC) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) การเงิน (MTC SAWAD TIDLOR) ส่งออก (ITC TU)

หุ้นแนะนำซื้อวันนี้

CPALL (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 72.00 บาท)

คาดกำไรปกติ 1Q24 ที่ 5.0 พันล้านบาท (+32%YoY, -12%QoQ) หนุนจากยอดขายสาขาเดิมของ 7-11 ที่คาดว่าจะเติบโต 3.5%YoY จากยอดขายกลุ่มอาหารพร้อมทานที่เติบโตดี รวมกับการเติบโตของกำไรของ CPAXT จากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (MAKRO +3.5% และ Lotus’s +5.0%) ขณะที่เราคาดว่าแนวโน้มกำไร 2Q24 จะเติบโต YoY ต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจีน

ICHI (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 20.00 บาท)

มองบวกต่อปี 2024 หนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในกลุ่มชาพร้อมดื่มจากภาวะอากาศที่ร้อนต่อเนื่อง และอานิสงค์จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว คาดรายงานกำไรสุทธิงวด 1Q24 อยู่ที่ 321 ล้านบาท (+45%YoY, +9%QoQ) ผลจาก 1) ยอดขายชาเขียวที่โต 17% YoY สูงกว่าการเติบโตของตลาดชาเขียวโดยรวมจากราคาที่คุ้มค่ากว่าคู่แข่งในตู้แช่เดียวกัน (ยอดขาย RTD Green tea honey lemon ขวด 10 บาท ที่คิดเป็น 60% ของยอดขายรวม

- Advertisement -