บล.ฟินันเซีย ไซรัส: 

THAI UNION GROUP (TU TB)

ยังอยู่โหมดระมัดระวัง

  • คาดกำไร 4Q25 อาจต่ำกว่าที่เคยคาด เพราะบาทแข็งและ tariff
  • ปรับลดค่าเงินบาทเป็น 32 บาท/USD นำไปสู่การปรับลดกำไรปี 2026–27 เล็กน้อย
  • แต่ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้น หลังตัดจำหน่ายหุ้นซื้อคืน ยังแนะนำถือ

แนวโน้มกำไร 4Q25 อาจต่ำกว่าที่เคยคาดเล็กน้อย

คาดกำไรสุทธิ 4Q25 อยู่ที่ 1.08 พันลบ. (-16.7% q-q, -10.4% y-y) แม้รายได้ USD จะเติบโต y-y ได้ แต่ด้วยผลของบาทแข็ง จึงคาดรายได้สกุลบาทจะทรงตัว y-y หากพิจารณาเป็นราย segment คาดว่า Ambient ไม่สดใสนัก (-8.2% q-q, -0.8% y-y) แม้ EU ดี และถูกกระทบจาก US tariff ซึ่งบริษัทยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้ทันกับ tariff ขณะที่คาด Frozen เติบโตได้ดี (+18.3% q-q, +2.5% y-y) จาก demand US ที่ดี และคาด Pet care เติบโตได้เล็กน้อย ตามคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่ง คาดรายได้รวมปี 2025 จะลดลงราว 4.1% y-y จากบาทแข็งค่า 6.8% y-y

ภาพรวมอัตรากำไรทำได้ตามเป้าหมายของบริษัท

คาดอัตรากำไรขั้นต้น 4Q25 จะลดลงอยู่ที่ 18.4% จาก 19.0% ใน 3Q25 และ 18.7% ใน 4Q24 มาจากทั้ง product mix และต้นทุนปลาทูน่าปรับขึ้นเล็กน้อย 1.5% q-q และ 2.8% y-y และคาด SG&A to sales จะทรงตัว q-q ที่ 13.8% แต่ลดลงเล็กน้อยจาก 14.0% ใน 4Q24 ถือว่าทำได้ตามเป้าหมายทั้งในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นและ SG&A to sales เบื้องต้นหากไม่รวม FX gain คาดจะมีกำไรปกติ 4Q25 ที่ 1.0 พันลบ. (-13.3% q-q, -5.3% y-y) หากเป็นไปตามคาดบริษัทจะมีกำไรสุทธิปี 2025 ที่ 4.69 พันลบ. (-5.8% y-y) ต่ำกว่าที่เคยคาดราว 2% มาจากบาทแข็งและผลกระทบจาก tariff

ปรับลดประมาณการกำไรปี 2026–27 ลงเล็กน้อย

บริษัทอยู่ระหว่างจัดทำเป้าหมายการเติบโตในปี 2026 ปัจจุบันอยู่ระหว่างทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าใน US เพื่อให้สอดคล้องกับผลกระทบของ tariff ซึ่งยังต้องติดตามผลกระทบหลังปรับราคา และการแข่งขันในตลาด US ต่อไป ทั้งนี้เราปรับลดกำไรสุทธิปี 2026–27 ลงเล็กน้อย 1–2% จากการปรับค่าเงินบาทเป็น 32 บาท/USD ที่เราคาดกำไรสุทธิปี 2026 จะอยู่ที่ 4.78 พันลบ. (+1.8% y-y) ซึ่งยังคาด SG&A to sales จะปรับลงหลังค่าใช้จ่ายในโครงการ Sonar จะเริ่มหมดไป และคาดอัตราภาษีจ่ายจะสูงขึ้นสู่ระดับ 10–12% หลังรับรู้ GMT และคาดไม่มีรายการพิเศษเครดิตภาษีอีก

แต่ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย เพราะจำนวนหุ้นลดลง

เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 14.2 บาท จากจำนวนหุ้นที่ลดลง 4% หลังตัดจำหน่ายหุ้นซื้อคืน 200 ล้านหุ้น โดยยังคง PE เดิมที่ 12.5x และคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะสูงขึ้นเป็น 5.8% (จ่ายปีละ 2 ครั้ง) ทั้งนี้บริษัทยังเหลือหุ้นซื้อคืนที่ยังไม่ได้ตัดจำหน่ายอีก 400 ล้านหุ้น ต้นทุนเฉลี่ย 10.77 บาท/หุ้น (เพิ่งครบกำหนดโครงการซื้อหุ้นคืนวันที่ 30 มิ.ย. 2025) เรายังแนะนำเพียง ถือ

- Advertisement -