บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

PTT Oil and Retail Business (OR.BK/OR TB)*

มีผลขาดทุนจากการด้อยค่าที่ไม่ได้คาดไว้สองรายการใน 4Q68F

Event 

ประมาณการ 4Q68F, ปรับประมาณการกำไรเต็มปี และปรับลดราคาเป้าหมาย 

Impact 

คาดว่ากำไรสุทธิใน 4Q68F จะลดลง 38% YoY และ 29% QoQ 

เราคาดว่ากำไรสุทธิของ OR ใน 4Q68F จะอยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท (-38% YoY, -29% QoQ) โดยกำไรที่ลดลงทั้ง YoY และ QoQ จะเป็นเพราะ i) เราคาดว่าจะมีผลขาดทุนจากการด้อยค่า 340 ล้านบาทจากการลงทุนสองรายการ, ii) ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการในกัมพูชาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ YoY จากกรณีพิพาทไทย-กัมพูชาในเดือนธันวาคม 2568 และ iii) คาดค่าใช้จ่าย SG&A จะเพิ่มขึ้น 9% QoQ เป็น 6.5 พันล้านบาท เพราะค่าใช้จ่ายมักจะเพิ่มขึ้นเป็นปกติในช่วงปลายปี แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ากำไรจากธุรกิจน้ำมันจะฟื้นตัวขึ้น QoQ เพราะเราคาดว่าปริมาณยอดขายน้ำมันของ OR จะเพิ่มขึ้น 4% QoQ เป็น 6,160 ล้านลิตร เพราะเป็นช่วงที่การใช้น้ำมันสูงตามฤดูกาลจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย เรายังคาดว่าค่าการตลาดน้ำมันของ OR จะขยับเพิ่มขึ้น 1% QoQ เป็น 1.03 บาท/ลิตร เนื่องจากค่าการตลาดน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงสูตรการปรับราคาขายน้ำมันเครื่องบินที่มีระยะเวลาเหลื่อมล่าช้าประมาณ 1 เดือน ในขณะเดียวกันเราคาดว่ากำไรจากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันและธุรกิจในต่างประเทศจะลดลง QoQ เพราะ i) คาดว่า EBITDA ของธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันจะอยู่ที่ 25.0% (ลดลง QoQ จาก 28.2% ใน 3Q68) จากค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่สี่ และ ii) ปริมาณยอดขายน้ำมันในต่างประเทศลดลงมาอยู่ที่ 365 ล้านลิตร (-24% QoQ) จากผลกระทบของกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา  

ปรับลดประมาณการกำไรปี 2568F/2569F ลง 12%/11% 

เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2568F ลง 12% เป็น 1.11 หมื่นล้านบาท และปี 2569F ลง 11% เป็น 1.28 หมื่นล้านบาท เนื่องจาก i) ปรับเพิ่มผลขาดทุนจากการด้อยค่า 340 ล้านบาทจากการลงทุนสองรายการที่บันทึกในปีที่แล้วเข้ามา, ii) ปรับลดสมมติฐานปริมาณยอดขายน้ำมันในประเทศลง และ iii) ใส่ผลกระทบจากกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา โดยเราปรับลดสมมติฐานปริมาณยอดขายน้ำมันของ OR ลง 7% เป็น 25,180 ล้านลิตรในปี 2568F และ 26,004 ล้านลิตรในปี 2569F เนื่องจากปริมาณยอดขายน้ำมันต่ำกว่าคาดใน 4Q68F เพราะถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลง YoY นอกจากนี้ เรายังปรับลดประมาณการรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศลง 17% เป็น 4.62 หมื่นล้านบาทในปี 2568F และปรับลดลง 26% เป็น 4.25 หมื่นล้านบาทในปี 2569F จากกรณีพิพาทไทย-กัมพูชาในเดือนธันวาคม 2568 แต่อย่างไรก็ตาม เราปรับเพิ่มสมมติฐานค่าการตลาดน้ำมันขึ้นอีก 3% เป็น 0.98 บาท/ลิตร ในปี 2568F และ 1.03 บาท/ลิตร ในปี 2569F เพื่อสะท้อนถึงค่าการตลาดน้ำมันที่ 0.96 บาท/ลิตร ในงวด 9M68 และประมาณการสำหรับ 4Q68F ของเราที่ 1.03 บาท/ลิตร ซึ่งจะได้แรงสนับสนุนจากการที่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนกลุ่มน้ำมัน ณ วันที่ 25 มกราคม 2569 เกินดุลอยู่ 3.83 หมื่นล้านบาท 

Valuation & action 

เราปรับลดราคาเป้าหมายปี 2569F ลงมาอยู่ที่ 16.00 บาท จากเดิม 17.90 บาท อิงจาก PE ที่ 15.0x เพื่อสะท้อนถึงการปรับลดประมาณการกำไร แต่อย่างไรก็ตาม เรายังคงคำแนะนำซื้อ OR เพราะเรามีมุมองเชิงบวกต่อค่าการตลาดน้ำมัน หลังจากการที่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนกลุ่มน้ำมันพลิกจากขาดดุลมาเป็นเกินดุลตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2568 และสถานะเกินดุลเพิ่มขึ้นเป็น 3.83 หมื่นล้านบาท ณ เดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ผู้ที่อยู่ในวงการน้ำมันคาดว่าถ้าหากสถานะเกินดุลเพิ่มขึ้นถึง 3.0-4.0 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับในปี 2562-2563 กระทรวงพลังงงานอาจจะพิจารณผ่อนคลายความเข้มงวดในการคุมค่าการตลาดน้ำมันดีเซลลง  

Risks 

ความผันผวนของค่าการตลาดน้ำมัน, ปริมาณยอดขายน้ำมัน และปริมาณยอดขายกาแฟ

- Advertisement -