บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Thaifoods Group (TFG.BK/TFG TB)
ประมาณการ 4Q68F: ยอดขายค้าปลีกหนุนการเติบโตและมีเสถียรภาพ
Event
ประมาณการ 4Q68F และปรับลดราคาเป้าหมายลงใหม่
Impact
คาดกำไร 4Q68F เติบโตเด่น YoY แต่จะแย่ลง QoQ
เราคาดว่า TFG จะมีกำไรสุทธิ 4Q68F ที่ 1.4 พันล้านบาท (+56% YoY แต่ -20% QoQ) กำไรที่เติบโตเด่น YoY จะมาจาก margin รวมดีขึ้นจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลงและ margin สินค้าขายปลีกที่สูงขึ้น แต่ที่กำไรแย่ลง QoQ จะเป็นผลจากการบันทึกผลขาดทุนจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ชีวภาพ (biological asset losses) มากขึ้นตามราคาหมูทั้งในไทยและเวียดนามลดลง แต่หากตัดรายการ biological asset losses นี้ออกไป กำไรหลัก 4Q68F จะอยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท (+43% YoY แต่ –11% QoQ) กรณีที่กำไร 4Q68F เป็นตามเราคาด กำไรสุทธิทั้งปี 2568F จะอยู่ที่ 7.7 พันล้านบาท (+145% YoY) ใกล้เคียงกับประมาณการปี 2568F ของเรา
ธุรกิจค้าปลีกช่วยลดความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ในด้านรายได้ 4Q68F เราคาดอยู่ที่ 1.82 หมื่นล้านบาท (+2% YoY และทรงตัว QoQ) หนุนจากยอดขาย สินค้าปลีกที่แข็งแกร่ง แต่ที่รายได้ทรงตัว QoQ จะเป็นเพราะสัดส่วนรายได้จากร้านค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นถูกฉุดด้วยราคาจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ลดลง ขณะที่ ยอดขายร้านค้าปลีกคาดเพิ่มขึ้นที่ 7.5 พันล้านบาท (+13% YoY และ +10% QoQ) จากอัตราการเติบโตของรายได้ในสาขาเดิม (SSSG) ที่ 5% และการขยายสาขารวมเป็น 615 สาขา (+53% YoY และ +15% QoQ) ส่วน Blended GPM คาดเพิ่มขึ้น 3.6ppts YoY อยู่ที่ 18.5% จากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลงและ margin ของสินค้าขายปลีกที่สูงขึ้น แต่คาดแผ่วลง 0.3ppts QoQ จากราคาหมูอ่อนตัวลงกลบประโยชน์จากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง นอกจากนี้ ในไตรมาส 4Q68F คาดว่าบริษัทจะบันทึกรายการ biological asset loss ราว 100 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนฯ 111 ล้านบาทใน 4Q67 และ 25 ล้านบาทใน 3Q68
ราคาหมู 1Q69F ฟื้นตัวดี
ปัจจุบัน เรายังคงมอง TFG เป็นบวกในระยะยาวจากการขยายสาขาค้าปลีกได้ผลดีต่อเนื่องซึ่งมีส่วนช่วยลดความผันผวนของ margin โดยที่ เราคาดว่าบริษัทจะขยายร้านค้าปลีกรวมปี 2569F อยู่ที่ 850 สาขา (+38% YoY) เทียบกับสมมติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมของเราอยู่ราว 800 สาขา ส่วนในระยะสั้น หลังราคาหมูฟื้นตัวแรง (+12% QoQ) ในไทยและในเวียดนาม (+29% QoQ) ในเบื้องต้น เราคาดกำไร 1Q69F จะเติบโตเด่น QoQ แต่อาจทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย YoY
Valuation & action
เราคงประมาณการกำไรปี 2569F-70F แต่ de-rating PE ลงที่ 5.5x จาก 7.0x เพื่อสะท้อนประเด็น ESG ล่าสุดทำให้ได้ราคาเป้าหมายใหม่ต่ำลงที่ 5.60 บาท ซึ่งเป็น PE ที่ต่ำสุดในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (เทียบกับ BTG ที่ 7.5x และ GFPT ที่ 6.0x) ทั้งนี้ เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากมองว่าตลาดได้รับรู้ประเด็น ESG ไปมากแล้ว ขณะที่แนวโน้มกำไร 1Q69F ยังคงแข็งแกร่ง และคาดให้ dividend yield สูงน่าสนใจราว 10%/ปี
Risks
ต้นทุนอาหารสัตว์และค่าขนส่งสูงขึ้น เศรษฐกิจชะลอตัวลง และราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำ







