ช.การช่าง (CK) ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิโต 16.61% แตะ 329 ล้านบาท อานิสงส์รับรู้รายได้งานก่อสร้างต่อเนื่อง พร้อมคงอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ “A-”

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ผู้นำด้านธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในระดับภูมิภาคอย่างมีคุณภาพและครบวงจร แถลงผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 เผยผลประกอบการเติบโตอย่างมั่นคงตามทิศทางของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากปัจจัยขับเคลื่อนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรสุทธิเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยที่บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท จำนวน 329 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มีปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้จากสัญญาก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เติบโตขึ้น

บริษัทฯ มีรายได้จากสัญญาก่อสร้างจำนวน 12,163 ล้านบาท คิดเป็น 98.74% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 264 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการทยอยรับรู้รายได้ตามความก้าวหน้าของโครงการสำคัญ อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง, รถไฟฟ้าสายสีม่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (สายสีม่วงใต้), โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ รวมทั้งการรับรู้งานโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (งานโยธาและงานระบบ) และโครงการงานระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ขณะที่โครงการอุโมงค์ส่งน้ำบางมด-สำโรง และโครงการขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ใกล้แล้วเสร็จ

ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการรับเหมาก่อสร้าง อยู่ที่ 11,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 282 ล้านบาท หรือ 2.57% สอดคล้องกับความคืบหน้าของงานก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 18 ล้านบาท (ลดลง 1.96%) ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับจาก 7.74% มาอยู่ที่ 7.42% นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการบริหารจำนวน 577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21 ล้านบาท หรือ 3.83% จากค่าใช้จ่ายของงานที่เพิ่มขึ้นตามการเร่งตัวของงานและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน

ด้านส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม จำนวน 296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.89% โดยหลักมาจาก บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ที่มีรายได้ค่าผ่านทางและค่าโดยสารเพิ่มขึ้น (แม้รายได้พัฒนาเชิงพาณิชย์ลดลงจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว) และ บมจ. ซีเค พาวเวอร์ (CKP) จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ตามปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปริมาณขายไฟฟ้าของ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด และต้นทุนทางการเงินจำนวน 416 ล้านบาท ลดลง 91 ล้านบาท จากปีก่อน เนื่องจากการคืนเงินกู้ยืมระยะยาวและจ่ายคืนหุ้นกู้

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ สินทรัพย์รวม 114,818 ล้านบาท ลดลง 2,258 ล้านบาท จากสิ้นปีก่อน สาเหตุหลักมาจากเงินให้กู้ยืมบริษัทร่วมลดลง

  • หนี้สินรวม: 85,510 ล้านบาท ลดลง 2,874 ล้านบาท จากสิ้นปีก่อน สาเหตุหลักจากการลดลงของเงินกู้ยืมระยะยาวและหุ้นกู้

  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: 29,307 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 616 ล้านบาท จากสิ้นปีก่อน โดยหลักมาจากผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 และการปรับมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงิน

  • อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net D/E Ratio): อยู่ที่ 1.04 เท่า ลดลงจากสิ้นปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1.32 เท่า ซึ่งยังคงต่ำกว่าเงื่อนไขของการออกหุ้นกู้ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3.00 เท่า อย่างมีนัยสำคัญ

ในงวดสามเดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีกิจกรรมทางเงินสดดังนี้:

  • เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน: มีจำนวน 3,796 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย

  • เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน: มีจำนวน 3,542 ล้านบาท จากการรับชำระคืนเงินให้กู้ยืมระยะยาวแก่บริษัทร่วม สุทธิกับการชำระค่าหุ้นในบริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด และซื้อสินทรัพย์ถาวด

  • เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน: มีจำนวน 5,291 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการชำระคืนเงินกู้และหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

ส่งผลให้บริษัทฯ มีเงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ 2,084 ล้านบาท และมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 11,853 ล้านบาท

ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับเครดิต เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” (Stable) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท (รวมเป็นเงินไม่เกิน 756 ล้านบาท) โดยได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในงวดครึ่งปีแรกของปี 2568 อัตราหุ้นละ 0.20 บาท และได้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลงวดครึ่งปีหลัง (Record Date) ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท (ไม่เกิน 420 ล้านบาท) ไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยบริษัทฯ ได้ทำการจ่ายเงินปันผลเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

- Advertisement -