AOT โชว์ฟอร์มไตรมาส 2 ปีบัญชี 2569 กำไรสุทธิ 5,718 ล้านบาท โต 13.16% รับอานิสงส์ผู้โดยสารฟื้นตัว พร้อมเดินหน้ายกระดับ 6 ท่าอากาศยาน สู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หรือ AOT รายงานผลการดำเนินงานทางการเงินและเชิงพาณิชย์ ประจำไตรมาสที่ 2 และงวด 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โชว์ผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิไตรมาสล่าสุด 5,718 ล้านบาท มุ่งยกระดับการให้บริการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมเร่งเดินหน้าแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเต็มสูบ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ระดับสากล
บริษัทฯ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 กำไรโต 13.16% รายได้การบินหนุนนำผลการดำเนินงานในงวด 3 เดือน (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569) ทอท. มีกำไรสุทธิจำนวน 5,718.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 664.76 ล้านบาท โต 13.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายหรือการให้บริการรวม 18,443.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.00% ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้เกี่ยวกับกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) ที่ทำได้ 9,826.91 ล้านบาท (เติบโต 4.72%) โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ค่าบริการผู้โดยสารขาออกที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้โดยสารรวมที่โตขึ้น 5.82% และรายได้ค่าบริการสนามบินที่เติบโต 5.88% ตามปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) อยู่ที่ 8,616.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.10% จากการเติบโตของรายได้ค่าบริการอื่น ๆ ตามจำนวนผู้โดยสาร แม้ว่าส่วนแบ่งผลประโยชน์จากธุรกิจร้านค้าปลอดอากรจะชะลอตัวลงเล็กน้อย
สำหรับค่าใช้จ่ายรวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ 11,018.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.53% ซึ่งเป็นผลจากการปรับบำเหน็จประจำปี และการซ่อมแซมครุภัณฑ์ระบบไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์เป็นหลัก
สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ทอท. สามารถทำรายได้จากการขายหรือการให้บริการรวมได้ถึง 35,295.06 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ 10,370.65 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเพียง 0.26% เนื่องจากส่วนแบ่งผลประโยชน์จากธุรกิจร้านค้าปลอดอากรลดลงในครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม รายได้ดอกเบี้ยรับกลับเพิ่มขึ้น 21.94% มาอยู่ที่ 812.15 ล้านบาท จากการเลื่อนชำระเงินตามมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและสายการบิน
ในงวด 6 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) ปริมาณการจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีเที่ยวบินรวม 426,589 เที่ยวบิน (เพิ่มขึ้น 2.95%) แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 238,764 เที่ยวบิน และภายในประเทศ 187,825 เที่ยวบิน ด้านจำนวนผู้โดยสารรวมทะยานสู่ 71.29 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 4.19%) แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 43.34 ล้านคน และภายในประเทศ 27.95 ล้านคน โดยให้บริการสายการบินแบบประจำรวมทั้งสิ้น 140 สายการบิน แม้ภาพรวมการเดินทางจะเติบโต แต่ ทอท. ยังคงเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและราคาบัตรโดยสารเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น จนนำไปสู่การยกเลิกเที่ยวบินในบางส่วน เพื่อแก้ปัญหานี้ ทอท. ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนและส่งเสริมตลาดด้านการบิน ผ่านการบริหารจัดการตารางการบิน (Slot Return) ทั้งในตารางบินฤดูหนาวและฤดูร้อน ปี 2569 โดยมอบส่วนลดค่าขึ้นลงและค่าที่เก็บอากาศยานสูงถึงร้อยละ 99 ให้แก่สายการบินที่ปฏิบัติตามดุลยพินิจของ ทอท. พร้อมให้เงินโบนัสสนับสนุนสายการบินที่คืนตารางการบินล่วงหน้า และสายการบินที่เข้ามาบินทดแทนในอัตรา 100 – 300 บาทต่อผู้โดยสาร 1 คน เพื่อเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยในภาพรวม
นอกจากนี้ เพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและการลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานในระยะยาว ทอท. เตรียมปรับอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) ใหม่เป็น 1,120 บาทต่อคน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์สากลของ ICAO และได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ ทอท. ยังคงตรึงค่าบริการผู้โดยสารภายในประเทศไว้ที่อัตราเดิม 130 บาท เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ
ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ทอท. มีความมั่นคงสูงมาก โดยมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 201,778.50 ล้านบาท ลดลง 3.88% จากสิ้นปีงบประมาณก่อน จากการลดลงของลูกหนี้การค้าและการทยอยตัดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ตามงวด ขณะที่หนี้สินรวมลดลง 9.33% อยู่ที่ 69,896.06 ล้านบาท จากการชำระเจ้าหนี้การค้าและหนี้สัญญาร่วมทุน/สัญญาเช่า ส่งผลให้ ทอท. สามารถดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ได้ต่ำกว่า 1 เท่า และมีอัตราส่วนสภาพคล่องมากกว่า 1 เท่า โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือในมืออีกกว่า 18,071.32 ล้านบาท สะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเงินที่พร้อมรองรับการขยายลงทุนขนาดใหญ่
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทอท. มุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการท่าอากาศยานที่มีประสิทธิภาพสูง (High Performance Airport Operator) ผ่านแผนพัฒนาท่าอากาศยานหลักทั้ง 6 แห่ง ดังนี้:
- ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ: โครงการ East Expansion ปรับแบบเสร็จสิ้นแล้ว คาด EIA ผ่านกลางปี 2569 และสร้างเสร็จปี 2574 เพิ่มการรองรับผู้โดยสารได้ 15 ล้านคนต่อปี พร้อมเดินหน้าแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่ทิศใต้ปี 2568 (ทางวิ่งเส้นที่ 4 และอาคารผู้โดยสารหลักทิศใต้) หวังดันขีดความสามารถรวมสู่ 120 ล้านคนต่อปี
- ท่าอากาศยานดอนเมือง: โครงการระยะที่ 3 สร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ คาดออกแบบเสร็จปี 2569 เริ่มก่อสร้างปี 2571 ขยายการรองรับผู้โดยสารเป็น 40 ล้านคนต่อปี
- ท่าอากาศยานภูมิภาค: ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ระยะที่ 1) เตรียมเพิ่มการรองรับเป็น 20 ล้านคนต่อปี (คาดเสร็จปี 2577), ท่าอากาศยานภูเก็ต (ระยะที่ 2) ขยายส่วนต่อขยายอาคารระหว่างประเทศรับ 18 ล้านคนต่อปี (คาดเสร็จปี 2574), ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ระยะที่ 1) สร้างอาคารผู้โดยสารใหม่รับ 6 ล้านคนต่อปี (คาดเสร็จปี 2577) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2569
นอกจากนี้ ทอท. ยังได้นำเทคโนโลยีความปลอดภัยและนวัตกรรมการบริการสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้เพื่อลดความแออัด อาทิ ระบบส่งคืนถาดใส่สัมภาระอัตโนมัติ (ARTS), เครื่อง X-Ray ระบบ CT, และระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (E-Passport) ทั้งขาเข้าและขาออก ณ ท่าอากาศยานดอนเมืองที่เพิ่งเปิดให้บริการเต็มรูปแบบไปเมื่อมีนาคมและเมษายน 2569 ช่วยให้ผู้โดยสารผ่านด่านได้ในเวลาไม่ถึง 1 นาที ควบคู่กับการนำระบบจัดการข้อมูลร่วมกัน (A-CDM) มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ณ ท่าอากาศยานภูเก็ตและเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อบูรณาการจัดการจราจรทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ
ทอท. ยังคงยืนหนึ่งในฐานะองค์กรแห่งความยั่งยืน โดยได้รับคะแนนประเมินด้านความยั่งยืนธุรกิจประจำปี 2025 สูงถึง 85 คะแนน ติดอันดับ Top 1% S&P Global CSA Score และคว้าอันดับ 1 ในกลุ่มอุตสาหกรรมคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานในทำเนียบ Sustainability Yearbook 2026 รวมถึงติดทำเนียบหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ในระดับ AA ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 พร้อมปักหมุดมุ่งสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2587ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2569 ทอท. ยังการันตีคุณภาพการบริการระดับสากลด้วยรางวัล PATWA International Travel Award 2026 ถึง 2 สาขา (Excellence in Leadership และ Best Airport – Asia จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) และการจัดอันดับจากเว็บไซต์ Skytrax 2026 ที่ประกาศให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทะยานขึ้นมาอยู่อันดับที่ 36 ของโลก พร้อมขยับ Star Rating ขึ้นเป็นท่าอากาศยานระดับ 4 ดาว ขณะที่ท่าอากาศยานดอนเมืองคว้าอันดับ 7 ของโลกในกลุ่มสนามบินสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำที่ดีที่สุด สะท้อนความสำเร็จในการมอบประสบการณ์การเดินทางเหนือความคาดหมายด้วยมาตรฐาน World Class Hospitality อย่างแท้จริง









