บล.ฟินันเซีย ไซรัส: 

SAPPE (SAPPE TB)

สัญญาณฟื้นใน 1Q26 แจ่มชัดขึ้น

  • มองผ่านกำไรต่ำสุดของรอบนี้ใน 4Q25 คาดรายได้ 1Q26 จะกลับมาฟื้นทุกประเทศอีกครั้ง
  • ราคาวัตถุดิบลดลงและ U rate สูงขึ้น จะช่วยหักล้างบาทแข็งและค่าเสื่อม
  • ปรับขึ้นเป็นซื้อ แม้ปรับเป้าลงเป็น 38 บาท

แนวโน้มกำไร 4Q25 ยังลงต่อ แต่มองเป็นจุดต่ำสุด

คาดกำไรสุทธิ 4Q25 อยู่ที่ 166 ลบ. (-9.6% q-q, -12.4% y-y) ยังปรับลงต่อ q-q สอดคล้องกับปัจจัยฤดูกาล และปรับลง y-y มาจากรายได้ที่คาดลดลง 9.2% y-y โดยคาดลดลงทั้งเอเชีย (อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้) และตะวันออกกลาง ที่แต่ละประเทศยังเผชิญปัญหาเฉพาะตัว ขณะที่คาดยุโรปกลับมาโตแรง y-y เพราะฐานต่ำในปีก่อนที่ยังมีปัญหาการ destocking แต่คาดลดลง q-q ตามฤดูกาล และคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะใกล้เคียง q-q ที่ 43.5% แต่ลดลงจาก 46.4% ใน 4Q24 จากอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง และบาทแข็งค่า

ปี 2026 จะกลับมาฟื้นตัวทุกประเทศ

ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 2026 โต 15% y-y จะโตเด่นจากตลาดต่างประเทศเป็นหลัก นำโดยอินโดนีเซีย หลัง distributor รายใหม่เตรียมกระจายสินค้าตั้งแต่ต้น 2Q26 (ไม่ทับกับ distributor รายเดิม), ยุโรปที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับปกติ และได้ปรับกลยุทธ์ทำงานร่วมกับ distributor อย่างเข้มข้นมากขึ้น และเกาหลีใต้ที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวใน 1Q26 ส่วนหนึ่งจากฐานที่ต่ำ กอปรกับเริ่มออกสินค้าใหม่ และทำ tactical promotion มากขึ้น และตลาด US น่าจะกลับมาฟื้นตัว หลังปรับขึ้นราคาแล้วเสร็จ และสามารถแข่งขันในตลาดได้

เห็นสัญญาณการฟื้นตัวใน 1Q26

ตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้น 2026 ทรงตัวถึงปรับขึ้น y-y ปัจจัยลบคือเริ่มรับรู้ค่าเสื่อมอาคารและคลังสินค้าตั้งแต่ 1Q26 ไตรมาสละ 7.5 ลบ. และบาทแข็งค่า โดยบริษัทใช้สมมติฐานที่ 31.5–32.0 บาท แต่จะถูกหักล้างด้วยปัจจัยบวก ได้แก่ 1) ต้นทุนน้ำตาล (โควต้าส่งออก) ลดลงกว่า 10% y-y ตามราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ปรับลง โดยล็อกราคาไปแล้วราว 80% ของที่ใช้ในปี 2026 2) ต้นทุน Pet Resin ปรับลงเช่นกัน แต่ไม่ได้ล็อกยาว และ 3) ผลบวกของ economies of scale จากอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้น ระยะสั้น คาดกำไร 1Q26 จะฟื้นตัว q-q สู่ระดับ 200–220 ลบ. และลุ้นทรงตัว y-y จากรายได้กลับมาฟื้นทุกประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและตะวันออกกลาง จากช่วงรอมฎอน

ปรับขึ้นเป็นซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ 38 บาท

แม้เราปรับลดกำไรปี 2026 ลง 8.7% โดยปรับลด FX เป็น 32 บาท และปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 38 บาท (เดิม 41.5 บาท) แต่ประมาณการใหม่ที่ 974 ลบ. จะกลับมาโต 18.7% y-y ขณะที่เรามีมุมมองเชิงบวกต่อโมเมนตัมของกำไรที่จะกลับมาฟื้นตั้งแต่ 1Q26 เป็นต้นไป และยังมองเห็นปัจจัยหนุนการเติบโตใน 2Q–3Q26 จากการได้ distributor รายใหม่ที่อินโดนีเซีย ราคาหุ้นที่ปรับลง 55% ในปี 2025 ได้สะท้อนผลการดำเนินงานที่อ่อนแอไปแล้ว ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดที่ 10.1x 2026E PE และคาด dividend yield ปี 2025–26 ราว 5–6% จึงปรับคำแนะนำขึ้นเป็น ซื้อ

- Advertisement -