TEGH ประเมินผลงาน Q2/69 แนวโน้มสดใส รับผลบวกจากปริมาณและราคาขายที่ดีขึ้น – ลุยขยายกำลังผลิตยางแท่ง ดันรายได้ปี 69 โต 10% ทำออลไทม์ไฮ 3 ปีต่อเนื่อง

บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) ประเมินผลงาน Q2/69 แนวโน้มสดใส รับปริมาณขายเพิ่มขึ้น บวกกับราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตยางแท่งตามแผน ฟากแม่ทัพหญิง “สินีนุช โกกนุทาภรณ์” ระบุ ยอดขายยางปีนี้มีลุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ดันรายได้ปี 69 เติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท All Time High ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เตรียมส่งบริษัทย่อย “ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ (TEBP)” เข้าตลาด mai ในปีนี้

นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH ผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ และน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่ในภาคตะวันออก และผู้นำด้านการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์และผลิตพลังงานทดแทน ประเภทพลังงานชีวภาพแบบครบวงจรในพื้นที่ EEC เปิดเผยว่าแนวโน้มภาพรวมการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาส 2/2569 มีทิศทางสดใสต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านปริมาณขายยางแท่งที่เพิ่มขึ้น และราคาขายที่ขยับตัวสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายกำลังการผลิตและขยายตลาด บวกกับการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ปี 2569 มีรายได้รวมเติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีการเติบโตจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทนและรับบริหารจัดการกากอินทรีย์

โดยเฉพาะธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ คาดว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น เป็น 280,000-290,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) เช่นเดียวกัน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมยางยังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันด้านราคาจากผู้ผลิตในภูมิภาค 

อีกทั้งมั่นใจว่าจะสามารถรักษาสัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ได้ในระดับ 30-40% ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ จากการที่ลูกค้าในยุโรป และประเทศอื่นๆ ที่ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังทิศทางการบังคับใช้กฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรปมีความชัดเจนมากขึ้น และคาดว่าจะไม่มีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเพิ่มเติม ก่อนเริ่มมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ของบริษัทฯ ให้เพิ่มขึ้นในระยะครึ่งปีหลัง ขณะที่โครงการขยายกำลังการผลิตยางแท่งที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2569 จะทำให้กำลังการผลิตยางแท่งรวมของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ตันภายในปีนี้ ซึ่งจะสอดรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 4,409 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 81 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ 3,922 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน คิดเป็นสัดส่วน 89% ของรายได้ทั้งหมด และมีปริมาณการขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR อยู่ที่ 20,467 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 35% ของยอดขายยางแท่งทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีรายได้ 418 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 9% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทนและรับบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีรายได้ 66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาสก่อน 

ด้วยวิสัยทัศน์ Empowering the Low Carbon Value Chain บริษัทฯ ได้เปิดตัวสินค้ายางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Block Rubber Carbon Neutral) ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าผู้ผลิตยางล้อที่ต้องการใช้วัตถุดิบที่สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับกับมาตรการ CBAM ที่จะเริ่มบังคับใช้แล้วในปีนี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะสามารถรับรู้รายได้ในอนาคตอันใกล้ โดยล่าสุด ได้ประกาศความสำเร็จในการเป็นผู้บุกเบิก Carbon Neutral Natural Rubber รายแรกของโลก ในงาน “TEGH Low Carbon Partnership Forum 2026” 

ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีแนวโน้มกลับมาทำผลงานได้ดีหลังจากบริษัทฯ เดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักร การติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ลูกใหม่ และการติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม (Sterilizer) เพิ่มเติมคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้อีก 50% ภายในปีนี้ นอกจากนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าได้รับการรับรอง ISCC corsia สำหรับน้ำมันที่สกัดได้จากทะลายปาล์มเปล่าและน้ำมันน้ำเสีย ในปี 2569 หลังจากที่ได้รับการรับรอง ISCC plus และ ISCC EU มาแล้วในปีที่ผ่านมา 

บริษัทฯ มองว่าภาพรวมตลาดน้ำมันปาล์ม ยังได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมถึงนโยบายภาครัฐที่เพิ่มสัดส่วนการใช้ Biodiesel เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานในหลายประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่ม demand ด้าน Biodiesel หนุนดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มออกจากตลาด รวมถึงราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ราคารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน และการต่อยอดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง จะช่วยให้ธุรกิจปาล์มน้ำมันพลิกวิกฤต และเติบโตได้ในปีนี้

ด้านธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 1 และขณะที่โครงการบ่อกากปิโตรเคมี จะเริ่มดำเนินการเชิงพานิชย์ได้ในไตรมาส 2/2569 ส่วนโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มรับรู้ภายในไตรมาส 2/2570 ตามแผนเพิ่มศักยภาพในการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมเป็นปีละ 1,100,000 ตัน และผลิตก๊าซชีวภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 58,000,000 ลูกบาศก์เมตร ในปี 2570 ถือเป็นโอกาสอันดีของธุรกิจภายใต้ภาวะความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกและต้นทุนพลังงานฟอสซิลที่ยังอยู่ในระดับสูง ช่วยเร่งความต้องการพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกมากขึ้น ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง

นอกจากนี้ บริษัทฯ คาดว่า จะมีการรับรู้รายได้จากการขาย Carbon Credit ที่จะได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นด้วย พร้อมเดินหน้าหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อร่วมพัฒนาโครงการ CBG/LBM และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ Low Carbon Value Chain ในอนาคตต่อไป 

สำหรับแผนการนำการบริษัทย่อย “บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TEBP)”เสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ปัจจุบันมีความคืบหน้าตามลำดับ คาดว่าจะสามารถนำหุ้นสามัญเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในปีนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต

 

- Advertisement -