บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด หรือ บลูเบลล์” ประเมินภาพการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดการเงินโลกยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทน แต่จะเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงและเกิดการแยกขั้วของผลตอบแทนระหว่างกลุ่มสินทรัพย์อย่างชัดเจน โดยนักลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกธีมการลงทุนและกลุ่มอุตสาหกรรม มากกว่าการลงทุนตามทิศทางดัชนีโดยรวม

นายรามรัตน์ จารุรัตน์จามร, CFP® ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น หลังความกังวลต่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่เคยปรับตัวขึ้นแรง กลับเข้าสู่ทิศทางขาลง โดยเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มลดระดับลง

อย่างไรก็ดี บลูเบลล์มองว่าแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานยังไม่หมดไปในทันที แม้เส้นทางเดินเรือสำคัญจะกลับมาเปิดดำเนินการแล้ว แต่อุปทานน้ำมันในตลาดโลกยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ทั้งจากการกลับมาเดินเครื่องผลิตของแท่นขุดเจาะ การตรวจสอบความปลอดภัยของระบบผลิตและขนส่ง รวมถึงการทยอยกลับมาของกองเรือบรรทุกน้ำมัน นอกจากนี้ ความต้องการเติมคลังสำรองน้ำมันของหลายประเทศหลังช่วงวิกฤต จะยังเป็นแรงพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ปรับตัวลงแรงในระยะสั้น

ราคาน้ำมันอาจลดลงจากจุดสูงสุดแล้ว แต่ต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับที่กดดันบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมที่ใช้พลังงานเข้มข้น ดังนั้นการลงทุนในครึ่งปีหลังจึงไม่สามารถมองเพียงภาพรวมของตลาดได้ แต่ต้องพิจารณาคุณภาพของกลุ่มอุตสาหกรรม ความสามารถในการรักษาอัตรากำไร และโอกาสเติบโตของกำไรในระยะต่อไป นายรามรัตน์กล่าว

สำหรับตลาดหุ้นโลก แม้ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ที่เริ่มส่งสัญญาณเข้มงวดมากขึ้น แต่ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ใน Data Center ของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ท่าทีของ Fed ที่เริ่มสะท้อนแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น และอาจทำให้ตลาดต้องตีความข้อมูลเศรษฐกิจด้วยตนเองมากขึ้น ส่งผลให้ความผันผวนในช่วงการประชุม FOMC และการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ตลาดเริ่มปรับมุมมองต่อโอกาสที่ Fed อาจดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากกว่าที่คาด หากเงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย และตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่า และสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์บางกลุ่ม โดยเฉพาะทองคำและสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนไหวต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย

อย่างไรก็ตาม บลูเบลล์มองว่า ตลาดเกิดใหม่บางประเทศอาจไม่ได้รับผลกระทบเท่ากัน โดยเฉพาะตลาดที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงและอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งยังมีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก แม้เผชิญแรงกดดันจากดอลลาร์แข็งค่า เนื่องจากการเติบโตของกำไรในกลุ่ม Semiconductor และ AI Infrastructure ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ

บลูเบลล์ประเมินภาพรวมการลงทุนครึ่งปีหลัง 2569 ว่าจะมีลักษณะเป็นภาพการลงทุนแบบ K-Shape หรือภาวะที่ผลตอบแทนของแต่ละกลุ่มสินทรัพย์แยกขั้วชัดเจน โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ระยะยาว เช่น AI, Semiconductor, Cloud, Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยังมีแนวโน้มเติบโตได้โดดเด่น ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน การขาดปัจจัยกระตุ้นใหม่ และการเติบโตของกำไรที่ยังไม่โดดเด่น

หัวใจของการลงทุนในครึ่งปีหลัง คือ การเลือกธีมและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างการเติบโตชัดเจน ไม่ใช่การไล่ตามดัชนีเพียงอย่างเดียว นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง การบริหารสัดส่วนสินทรัพย์ และการทบทวนพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ นายรามรัตน์กล่าว

ด้านนายณัฐพร ศรีเทียมทอง ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัดกล่าวว่า ภายใต้ภาวะตลาดดังกล่าว นักลงทุนควรจัดพอร์ตให้สมดุลระหว่าง โอกาสเติบโต และ การบริหารความเสี่ยง โดยใช้กองทุนหุ้นทั่วโลกเป็น Core Portfolio เพื่อสร้างฐานพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงและเติบโตระยะยาว ซึ่งบลูเบลล์ให้น้ำหนักความน่าสนใจกับ ES-GCORE จากจุดเด่นด้านการลงทุนในหุ้นคุณภาพทั่วโลก และอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่อยู่ในระดับเหมาะสม

ขณะเดียวกัน นักลงทุนสามารถเสริมโอกาสจากเมกะเทรนด์ AI ผ่านกองทุนกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อาทิ SCBSEMI(A), A-ASEMI, ES-GRID, DAOL-SUPERAI, DAOL-KOREAX และ DAOL-TAIWANEQ ซึ่งเป็นกลุ่มกองทุนที่เชื่อมโยงกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน Data Center และตลาดหุ้นสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI อย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก บลูเบลล์แนะนำให้ถือทองคำในสัดส่วนประมาณ 6-8% ของพอร์ต เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวน แม้ระยะสั้นราคาทองคำอาจถูกกดดันจากเงินดอลลาร์แข็งค่าและ Real Yields ของพันธบัตรสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง แต่ในระยะยาวทองคำยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ Portfolio Diversifier จากแรงหนุนของการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ควรมีน้ำหนักลงทุนบางส่วน จากโอกาสการฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง ทั้งการสิ้นสุดภาวะเงินฝืด การปรับขึ้นค่าจ้าง การปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่สะท้อนเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น

ในส่วนของตราสารหนี้ บลูเบลล์มองว่าหุ้นกู้บริษัทไทยคุณภาพดียังมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตผ่านดอกเบี้ยรับอย่างสม่ำเสมอ และช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนตามทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐ

การจัดพอร์ตในช่วงครึ่งปีหลังควรมองว่าแต่ละสินทรัพย์ทำหน้าที่อะไรในพอร์ต กองทุนหุ้นทั่วโลกเป็นแกนหลักเพื่อการเติบโตระยะยาว กองทุนธีม AI และ Semiconductor เพิ่มโอกาสจากเมกะเทรนด์ ทองคำช่วยกระจายความเสี่ยง ขณะที่หุ้นกู้บริษัทไทยคุณภาพดีช่วยสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนของพอร์ต นายณัฐพรกล่าว

ทั้งนี้ บลูเบลล์ยังคงมุ่งนำเสนอมุมมองการลงทุนและคัดเลือกผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบ ภายใต้แนวคิด เชี่ยวชาญเป็นเลิศ เคียงข้างนักลงทุนอย่างจริงใจ เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถจัดพอร์ตและปรับกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างเหมาะสม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 สำหรับผู้ที่สนใจวางแผนการลงทุน จัดพอร์ตทั้งระยะสั้นและระยะยาวหรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์การลงทุนเพิ่มเติม สามารถติดต่อผู้แนะนำการลงทุนของบลูเบลล์ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทุกช่องทางของบริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

- Advertisement -