Fund Flow และ AI หนุนมุมมองเชิงบวก นักวิเคราะห์คาด GDP โต 1.93% ลุ้น SET Index สิ้นปี 1,619 จุด
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน จำนวน 25 บริษัท เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยผลสำรวจสะท้อนว่าผู้ตอบส่วนใหญ่ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยเชื่อว่าปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ การฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีและ Data Center จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทุนไทยในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างใกล้ชิด

สมมติฐานหลัก
- ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปีนี้ 84.80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
- สมมติฐาน GDP ปี 69 ผู้ที่คาดต่ำสุดที่ 1.5% และผู้คาดสูงสุดที่ 2.7% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.93% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.72% (เม.ย.69)
- Risk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.11%
- Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 7.80%
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2569 แบ่งเป็น
– ปัจจัยบวก นำโดย กระแสเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย (Fund Flows) ซึ่งมีผู้ตอบร้อยละ 92 รองลงมาคือกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI และ supply Chain ของ AI ที่ได้รับคะแนนเสียงเชิงบวกร้อยละ 88
นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 80 มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน–อิสราเอลที่บรรเทาลง อาจส่งผลบวกต่อตลาดทุนไทยผ่านการโยกย้ายเงินลงทุนและการปรับพอร์ตการลงทุนในภูมิภาค ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปี 2569 ยังได้รับมุมมองเชิงบวกในระดับสูงเท่ากันที่ร้อยละ 76
– ส่วนปัจจัยลบ ผู้ตอบให้น้ำหนักกับปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญ โดยการลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศเศรษฐกิจหลักทั่วโลก ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงสูงสุดต่อการลงทุนในตลาดทุนไทย โดยมีผู้ตอบร้อยละ 68 รองลงมาคือทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ มีผู้ตอบร้อยละ 56 ส่วนปัจจัยที่เหลือมีผู้ตอบว่าเป็นลบไม่ถึงร้อยละ 50 ของผู้ตอบ
- ปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 3 คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ และ ทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อและนโยบายการเงินของ FED
- ด้านคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ณ สิ้นปี 2569 มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 100 มองว่าจะคงที่ที่ 1% (ณ ปัจจุบัน 1 กรกฎาคม อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1%)
- ด้านประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน นักวิเคราะห์ประเมินว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 96.04 บาท ปรับเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 87.64 บาท ต่อหุ้น และคาดว่า EPS Growth เฉลี่ยอยู่ที่ 10.20% สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในปีหน้า
- ทางด้านคาดการณ์ทิศทางหุ้นไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก คาดว่าจะปิดสิ้นไตรมาส 3 ที่ 1608 จุดและเมื่อมองตลอดปี จะแกว่งตัวในกรอบ 1496 ถึง 1655 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2569 ที่ 1619 จุด
- นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น
o เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 10.60%
o กองทุนตราสารหนี้ 16.40%
o หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 29.60%
o หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 26.60%
o ทองคำหรือกองทุนทองคำ 10%
o กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 6.4%
o สินทรัพย์อื่นๆ เช่น สินทรัพย์ทางเลือก หรือกองทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ 0.40%
โดยความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะ AI และ Semiconductor ในตลาดสหรัฐฯ และเอเชีย (ญี่ปุ่น/เกาหลี) ควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงในหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive)
ทั้งนี้มีหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ AAPL80 , GOOG80 , MICRON80 และ NVDA80
สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดการท่องเที่ยว พาณิชย์/ค้าปลีก การแพทย์ ธนาคาร ไฟแนนซ์ อาหารและเครื่องดื่ม ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดพลังงานและปิโตรเคมี
รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ)
1. ADVANC เป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่เติบโตอย่างมั่นคงล้อไปกับปริมาณการใช้งานข้อมูล (Data) และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับระบบ AI รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศ
2. AOT ได้รับผลบวกโดยตรงจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง (Theme Post-War Play) รวมถึงปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม ผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC)
3. BH เป็นหุ้นกลุ่มการแพทย์ที่จะได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการฟื้นตัวของคนไข้ต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนไข้จากตะวันออกกลางที่จะกลับมาเดินทางท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) อย่างคึกคักหลังสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย
4. GULF มีแผนกลยุทธ์หนุนการเติบโตต่อเนื่องในระยะกลางถึงยาว มีการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจที่ดี และได้รับแรงหนุนโดยตรงจากการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลกที่กระตุ้นความต้องการใช้ไฟฟ้าและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
5. KBANK แนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและการจ่ายปันผลสูง คาดว่าจะเป็นหนึ่งในธนาคารที่มีอัตราการจ่ายปันผลโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม และได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในกลุ่มผู้ประกอบการ SME
สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน รวมถึง กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนตัว
ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ โดยกล่าวถึงมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็น
1. เสนอให้เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนด้านระบบคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ระบบเศรษฐกิจ
2. เสนอมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน การสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน การส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Data Center และ New S-Curve การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และการสนับสนุนกลุ่ม Deep Tech รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
3. เสนอมาตรการช่วยเหลือภาคประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การลดค่าครองชีพ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชน









