“ศุภมาส” โชว์ผลงาน สคบ. 2 เดือน ชดเชยผู้บริโภคกว่า 22 ล้าน เดินหน้า Lemon Law คุ้มครองคนซื้อของชำรุด เร่งจับมือทุกหน่วยงาน ลุยสะสางทุกเคส
วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 302 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยกรรมการผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า นโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก ตั้งแต่กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนไปจนถึงการแก้ปัญหาเชิงรุกในมิติต่าง ๆ พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจที่ละเมิดสิทธิประชาชนอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2569 สคบ. รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค จำนวน 8,465 เรื่อง โดยส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในหลายกรณี รัฐบาลจึงต้องมีการปฏิรูปงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้รวดเร็ว เชิงรุก เข้าถึงปัญหา และเห็นผลเป็นรูปธรรม
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สคบ. ได้ดำเนินการแทนผู้บริโภค คิดเป็นมูลค่าที่ผู้บริโภคจะได้รับการชดเชยรวมกว่า 22.6 ล้านบาท ในส่วนของความคืบหน้า แบ่งเป็น 1) อยู่ระหว่างส่งพนักงานอัยการดำเนินคดี คิดเป็นมูลค่า 14.5 ล้านบาท 2) ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจชดเชย คิดเป็นมูลค่า 6.2 ล้านบาท และ 3) ยุติเรื่องโดยไม่ต้องฟ้องคดี คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.9 ล้านบาท
ที่ประชุม คคบ. วันนี้ยังมีมติให้ดำเนินคดีแพ่งกับผู้ประกอบธุรกิจที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภคเพิ่มอีก จำนวน 33 คดี มูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท ครอบคลุมข้อพิพาทด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีการพิจารณาในที่ประชุมมากที่สุด รองลงมาคือ การให้บริการ สินค้าทั่วไป และการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือร่างกฎหมาย Lemon Law ซึ่งรัฐบาลผลักดันจนผ่านวาระรับหลักการจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อกลั่นกรองรายละเอียด ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับสิทธิผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีสินค้าชำรุดบกพร่องหรือไม่เป็นไปตามที่ผู้ประกอบธุรกิจโฆษณาไว้
นอกจากการแก้ปัญหารายกรณี ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการป้องกันระยะยาว 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1) ขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายกับแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ต่างชาติอย่างเข้มงวด 2) ประสานกระทรวงมหาดไทยกำหนดมาตรการความปลอดภัยบ้านพักพูลวิลล่า โดยให้มีวิศวกรรับรองระบบไฟฟ้าและสระว่ายน้ำ พร้อมจัดทำประกันภัยคุ้มครองผู้ใช้บริการ หลังเกิดกรณีไฟรั่วจนมีผู้บาดเจ็บสาหัส 3) สนับสนุนการแก้ไขพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้หน่วยงานรัฐระงับสินค้าไม่ปลอดภัยได้รวดเร็วและทันท่วงที
ที่ประชุมยังหารือประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ 2 เรื่องสำคัญ เรื่องแรก คือ ความปลอดภัยของของเล่นสกุชชี่ หลัง สคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และพบสินค้าบางรายการไม่แสดงฉลากและไม่มีเครื่องหมาย มอก. ที่ประชุมจึงมีมติขอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคบูรณาการร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตรวจสอบเชิงลึก และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ผลิตและผู้นำเข้าที่กระทำผิด เรื่องที่สอง คือ กรณีผู้บริโภคเสียชีวิตภายหลังรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อหนึ่งที่สั่งซื้อทางออนไลน์ โดย สคบ. ได้รวบรวมข้อเท็จจริงและนัดเจรจาไกล่เกลี่ยในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 พร้อมมีมติมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เฝ้าระวังการโฆษณาและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้มีการบูรณาการข้อมูลระหว่าง สคบ. กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และ อย. นำไปสู่การตรวจค้นแหล่งผลิตสเตียรอยด์เถื่อน 3 จุด ยึดของกลางได้กว่า 1.8 ล้านชิ้น มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ถือเป็นการสกัดสินค้าอันตรายก่อนถึงมือประชาชน
“ทุกเคสที่ สคบ. ได้เร่งช่วยเหลือผู้บริโภคในห้วง 2 เดือนที่ผ่านมา ดิฉันได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตามมติวันนี้ให้เห็นผลโดยเร็วที่สุด เพราะความปลอดภัยของประชาชนคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ขอเน้นย้ำถึงพี่น้องประชาชนว่า ก่อนซื้อสินค้าทางออนไลน์ ขอให้ตรวจสอบฉลาก เครื่องหมายมาตรฐาน และตัวตนผู้ขายทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อโฆษณาอ้างสรรพคุณเกินจริง หากไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ สคบ. จะเป็นตัวกลางเชื่อมต่อการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน คืนความเป็นธรรม และรักษาสิทธิของผู้บริโภคทุกคน” นางสาวศุภมาสกล่าว









