DHOUSE เผยรายได้รวมครึ่งปีแรก 2569 เติบโต 16% แตะ 93.24 ล้านบาท รุกปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุนรับมือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
บริษัท ดีเฮ้าส์พัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ DHOUSE รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 2 และภาพรวมครึ่งแรกของปี 2569 โดยมีรายได้รวมพุ่งแตะ 93.24 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 80.39 ล้านบาท แม้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่กลุ่มบริษัทยังสามารถสร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องจากการกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจร้านค้า
นายพงศ์พจน์ เลิศรุ้งพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีเฮ้าส์พัฒนา จำกัด (มหาชน) เปืดเผยผลการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้หลักของกลุ่มบริษัทมาจาก 2 ธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าภายในสถานี ซึ่งทำรายได้ 73.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.33 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มพื้นที่ให้เช่าและราคาจำหน่ายน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์โลกขณะที่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีรายได้ 19.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.45 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการจำหน่ายที่ดินเปล่า อย่างไรก็ตาม ยอดขายบ้านปรับตัวลดลงเนื่องจากได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ในส่วนของกำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 7.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทว่ากลุ่มบริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิ จำนวน 19.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการขายที่ผันแปรตามปริมาณการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งกำไรขั้นต้นในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการรองรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 DHOUSE มีสินทรัพย์รวม 840.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.10% จากสิ้นปี 2568 จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ด้านหนี้สินรวมอยู่ที่ 423.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.36% โดยหลักมาจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่อใช้ในการดำเนินงาน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 1.02 เท่า ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามหลักความยั่งยืน (ESG) และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน
นายพงศ์พจน์ เปิดเผยว่า “กลุ่มบริษัทได้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและอยู่ระหว่างการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเรามุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการกำหนดราคาที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการต้นทุนและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินและสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”









