บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการด้านการลงทุนและบริหารความมั่งคั่งระดับสากลที่มีประสบการณ์กว่า 50 ปี โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม PhillipCapital จากประเทศสิงคโปร์

น้ำมันกดดัน ระหว่างวันรอ กนง. // 1,585–1,600

คาด SET Index Sideways to Sideways Down : โดยมองแรงกดดันจากทิศทางราคาน้ำมันดิบ WTI กดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ และโรงกลั่น ขณะที่ตลาดรอจับตาผลการประชุม กนง. และ ตัวเลข PCE สหรัฐในคืนนี้

กลยุทธ์การลงทุน

1) คาดผลการดำเนินงาน 2H69 เติบโต: AMATA, AP, BH, CBG, GLOBAL, HMPRO, ITC, KCE, MINT, PRM, PSL, SAWAD, SINGER, TCAP

2) คาด กนง.คงดอกเบี้ย : KKP, KTB, SCB, BBL

3) เก็งกำไร Thailand Focus: AOT, BBL, BDMS, BGRIM, GULF, IVL, KBANK, PTT, SCC, CENTEL

4) เก็บ/สะสมหุ้นรับปันผล: LANNA, SC, SIRI, TISCO, TVO, TTB

  • กนง.คาดคงดอก แต่สิ่งที่อยากบอกยังสำคัญต่อตลาด : คาดที่ประชุม กนง.จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% มองสิ่งที่ตลาดจับตาคือ ภาพ Outlook ของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี หลังตัวเลข GDP ใน 2Q69 ออกมาดีกว่าคาด และมีสำนักวิจัยหลายสำนักเริ่มออกมาให้มุมมองทางเศรษฐกิจ ทั้งในเชิงบวก และ ลบ ซึ่งปัจจุบัน SET ซื้อขายอยู่ที่ระดับใกล้ กับ 1,600 จุด ซึ่งคิดเป็นระดับ P/E ที่ 15.08 เท่า โดยอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงภาพกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศอย่าง กลุ่มค้าปลีก และ นิคมอุตสาหกรรม ปรับตัวขึ้นมากระดับในต้นปี 69 กว่า 16% และ 47.79% สะท้อนความคาดหวังของตลาด ดังนั้นหากภาพการคาดการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังของที่ประชุม ออกมาในเชิงลบ อาจต้องระมัดระวังแรงขายในหุ้นกลุ่มดังกล่าว อย่างไรก็ดี การกระจายพอร์ตลงทุนของหุ้นกลุ่มธนาคาร และ การบริหารสินทรัพย์ ยังทำได้ดี เมื่อพิจารณาประกอบกับการคงดอกเบี้ยของ กนง. จึงมองเป็นกลุ่มที่ยังน่าสนใจเข้าซื้อสะสม ขณะที่รอจับตาหุ้นที่เข้าร่วมงาน Thailand Focus 2026 อาจมีแรงซื้อเข้ามาช่วยผลักดันราคา
  • คืนนี้มีลุ้นตัวเลข PCE สหรัฐ : คาดตลาดจับตาตัวเลข PCE และ Core PCE สหรัฐ เดือน ก.ค.69 คาดเร่งตัวขึ้นแบบ m-m มาที่ 0.1% และ 0.2% จากเดือนก่อนที่ -0.1% และ 0.1% ซึ่งเมื่อพิจารณาจากราคาปิดของน้ำมันดิบ WTI ในเดือน ก.ค. เทียบราคาปิดในเดือน มิ.ย. พบว่าเร่งตัวขึ้นกว่า 23.57% จึงมีแนวโน้มที่จะได้เห็นตัวเลข PCE เร่งตัวตามที่คาด เบื้องต้น Bond Yields สหรัฐ อายุ 10 และ 30 ปี อยู่ในระดับสูงที่ระดับ 4.64% และ 5.17% สะท้อนว่าตลาดยังกังวลว่าเฟดจะอิงนโยบายในเชิง Hawkish โดย Fedwatch Tools ยังชี้ว่าเฟดมีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 25 bps ในการประชุม เดือน ธ.ค.69 และจับตาการประชุม Jackson Hole ในช่วงปลายสัปดาห์นี้
  • ราคาน้ำมันย่อ รอชมการเจรจา : ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงมาใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังอิหร่านเผยได้กลับเข้ามาเจรจากับโอมาน ในการเปิดช่องแคบ ฮอร์มุซ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆออกมา แนะจับตาใกล้ชิด ระยะสั้นมองกดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ และ โรงกลั่น
+ ปัจจัยเพิ่มเติม –
  • (-) สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (C3S) พบว่าเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2026 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวทะเลทั่วโลกนอกเขตขั้วโลกพุ่งสูงถึง 21.1 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์อันจะเริ่มส่งผลกระทบต่อ ระบบนิเวศทางทะเล การประมง และ การเกษตร อย่างมีนัยสำคัญ
  • (-) สคช.กังวลดาต้าเซ็นเตอร์ มีความเสี่ยงสูงจะแย่งชิงทรัพยากรน้ำ-ไฟฟ้าของประเทศจึงเร่งออกหลักเกณฑ์เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
  • (+) ส.อ.ท. เผยยอดส่งออกรถยนต์ ก.ค. 69 โต 2.39%y-y จากฐานต่ำในปีก่อน แต่ย้ำว่าการส่งออกรถยนต์ยังไม่สามารถส่งออกไปยังตะวันออกกลางได้อย่างเต็มที่ทั้ง ๆ ที่ยังมีความต้องการสินค้าอยู่มาก
  • (+) รมว. ท่องเที่ยวฯเปิดเผยว่าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยมีการขยายสิทธิ์เพิ่มขึ้นจาก 500,000 สิทธิ์ เป็น 1,000,000 สิทธิ์ในรอบเดียว

Picks of the day

CENTEL (BUY)

  • เป้าหมาย 43.50 / 44.50 แนวรับ 41.50 / 42.25
  • จำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายต่อหัวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น: โดยเราคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569E ที่ 33.1 ล้านคน และคาดการใช้จ่ายต่อคนเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาทต่อคน จาก 46,000 บาทต่อคน จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวทั้ง Long haul และ Short haul โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งส่งผลบอกต่อธุรกิจโรงแรมและอาหาร
  • ธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มเติบโตใน 3Q69: โดย ในเดือน ก.ค. 69 นั้น มี Total RevPAR อยู่ที่ 4,028 บาทต่อคืน (+8% y-y) หนุนจากทั้ง Occ. Rate ที่ 74%, +3% y-y (ppt) และ ARR ที่ 5,456 บาทต่อคืน +3% y-y (ppt) บ่งชี้โมเมนตัมของธุรกิจโรงแรมที่ดีขึ้น และสนับสนุนแนวโน้มผลประกอบการ 3Q69 ให้เติบโต +y-y ขณะที่การเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว และการประชุม IMF, World Bank และการจัดงานดนตรี Tomorrowland จะเป็นตัวเร่ง เพิ่มเติมต่อ RevPAR และผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง

KKP (BUY)

  • เป้าหมาย 118.50 / 121.50 แนวรับ 109.50 / 112.00
  • ธุรกิจตลาดทุนยังเป็นจุดเด่น: มูลค่าการซื้อขายใน 3Q69 ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 83 พันลบ. เพิ่มขึ้นจาก 2Q69 ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 67 พันลบ. 24.5% ในขณะที่ บล.ภัทร ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ KKP ยังสามารถทำส่วนแบ่งตลาดค่านายหน้าอันดับ 1 ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมของ KKP เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ทาง บล. ภัทร จะมีการรับรู้รายได้จากดีลการขายหุ้น TTB ของ ING ด้วย
  • สินเชื่อเติบโตสูง: ณ สิ้นเดือน ก.ค. KKP มีสินเชื่อเติบโต 3.97% ytd สูงเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียง KTB ธนาคารเดียว โดยสินเชื่อที่เติบโตยังน่าจะมาจากสินเชื่อรายใหญ่เป็นหลัก
- Advertisement -