EGCO รุกฆาตครึ่งปีหลัง! ดึงยักษ์ดาต้าเซ็นเตอร์ปักหมุดนิคมฯ ระยองรับเทรนด์ AI โลก คาดปิดดีล 2-3 รายใหญ่ปีนี้ พร้อมเตรียมบุ๊กกำไรพิเศษขายหุ้นโรงไฟฟ้า 3 พันล้านบาทใน Q3 ยืนยันกระแสเงินสดแกร่งงดออกหุ้นกู้เพิ่ม
บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO หรือ เอโก้ กรุ๊ป เปิดเผยข้อมูลเจาะลึกผ่านช่วงถามตอบการแถลงข่าวของ นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ถึงทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยชูประเด็นการคว้าโอกาสทองจากกระแสการเติบโตของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย เอโก้เตรียมใช้ความพร้อมด้านสินทรัพย์ที่ดินพื้นที่เดิมกว่า 600 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมเอโก้ระยอง ซึ่งมีจุดแข็งตั้งอยู่ติดกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ยักษ์ใหญ่เข้าใช้พื้นที่ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในการเจรจาร่วมทุนหรือลงนามสัญญาทางธุรกิจภายในปีนี้ และพร้อมสร้างรายได้เข้ามาตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
นอกจากนี้ เอโก้ยังเตรียมบันทึกรายได้และกำไรพิเศษจากการขายหุ้นในโรงไฟฟ้าบ้านโป่งและโรงไฟฟ้าคลองหลวง มูลค่าเกือบ 3,000 ล้านบาทให้กับพันธมิตรคือ เควพาวเวอร์ (K Power) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการโอนหุ้นและรับชำระเงินภายในไตรมาสที่ 3 นี้ ควบคู่ไปกับการบริหารงบลงทุน 30,000 ล้านบาท ที่จะมุ่งเน้นการลงทุนโครงการใหม่ในต่างประเทศเป็นหลักเพื่อสร้างการเติบโตในระยะสั้น ระหว่างรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่และนโยบายการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) ในประเทศไทย ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับพอร์ตโฟลิโอและบริหารจัดการความเสี่ยงจากราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวน รวมถึงปรับตัวรับโครงสร้างราคาใหม่ของโรงไฟฟ้าเคซอน (Quezon) ในฟิลิปปินส์ เพื่อรักษาเสถียรภาพในการดำเนินงานและผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวอย่างมั่นคง
นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO ได้ชี้แจงเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจจากการเติบโตของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยระบุว่าในตลาดเสรีอย่างสหรัฐอเมริกานั้น การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ส่งผลให้ความต้องการและราคาค่าไฟฟ้าขยับตัวสูงขึ้นอย่างเด่นชัดผ่านกลไกตลาดเสรี ทั้งส่วนของตลาด Capacity Payment และ Energy Payment สำหรับในประเทศไทย แม้กระแสความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มขึ้นสูงมาก แต่ภาครัฐตระหนักถึงผลกระทบต่อค่าไฟเฉลี่ยของประชาชน จึงเตรียมพิจารณาแยกอัตราค่าไฟฟ้าประเภทที่ 9 สำหรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ รวมถึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลกำกับทิศทาง ซึ่งในมุมของเอโก้ กรุ๊ป มองว่าเป็นโอกาสดีในการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ดินที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดระยอง ซึ่งมีที่ดินราว 600 กว่าไร่และตั้งอยู่ติดกับโครงข่ายสายส่งหลักของ กฟผ. ทำให้ไม่มีต้นทุนการลงทุนระบบส่งเพิ่มเติมจนเป็นภาระแก่ระบบไฟฟ้าในภาพรวม ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพสูง (Potential Customer) ประมาณ 2-3 ราย โดยมีโมเดลธุรกิจที่เปิดกว้างทั้งการขายและการให้เช่าพื้นที่ คาดว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จภายในปีนี้และสามารถต้อนรับผู้เช่ารายแรกได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
ในส่วนของงบลงทุนมูลค่า 30,000 ล้านบาทที่เอโก้วางไว้นั้น นายธวัชชัยยืนยันว่าจำนวนเงินดังกล่าวยังคงเพียงพอในการขับเคลื่อนทั้งโครงการใหม่และการพัฒนาโครงการเดิมในมือ โดยเป้าหมายหลักในระยะสั้นจะมุ่งเน้นการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดและระยะเวลาในการรอความชัดเจนจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ รวมถึงขั้นตอนทางกฎหมายของระบบ Direct PPA ในประเทศไทยที่ยังต้องใช้เวลา ทว่าในระยะยาวเมื่อแผน PDP และทิศทางการเปิดคัดเลือกผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่ (IPP) ชัดเจนขึ้น ซึ่งคาดว่าโรงไฟฟ้าใหม่ขนาดใหญ่จะเข้าสู่ระบบในอีก 5-6 ปีข้างหน้า เอโก้ก็มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมชิงโอกาสทันที สำหรับโครงการลงทุนในมือปัจจุบันที่โดดเด่นคือการลงทุนผ่านบริษัทเอเพ็กซ์ (Apex) ในสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในช่วงการเร่งก่อสร้างและพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นสู่ระดับ 2,000-3,000 เมกะวัตต์ในอนาคต โดยธุรกิจของเอเพ็กซ์สร้างรายได้และกำไรอย่างสมดุลจากทั้งการจำหน่ายโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว การขายสิทธิ์โครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา และรายได้จากการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Operating Assets)
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่จะช่วยสร้างกระแสเงินสดและผลประกอบการที่โดดเด่นในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ คือความคืบหน้าในการจำหน่ายเงินลงทุนสัดส่วน 45% (หรือคิดเป็น 49% ในเชิงสถิติบัญชีบางมิติ) ในโรงไฟฟ้าบ้านโป่งและโรงไฟฟ้าคลองหลวงให้แก่พันธมิตรอย่างเควพาวเวอร์ (K Power) โดยโครงการนี้จะสร้างรายได้จากการขายคิดเป็นมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับต้นทุนทางบัญชีที่อยู่ราว 2,000 ล้านบาท จะทำให้เอโก้รับรู้กำไรพิเศษเป็นเงินสดส่วนหนึ่ง ควบคู่ไปกับการบันทึกมูลค่าประเมินทางบัญชีใหม่ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดตั้งเป้าจะแล้วเสร็จและรับรู้รายได้เข้ามาอย่างรวดเร็วที่สุดภายในไตรมาสที่ 3 นี้ หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินไตรมาสที่ 4 นอกจากนี้ สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทในปัจจุบันยังคงแข็งแกร่งอย่างมากจากเงินสดในมือจำนวนสูง ส่งผลให้ในปีนี้เอโก้ไม่มีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดชำระเพียง 1,000 ล้านบาท (จากยอดคงค้างเดิม 6,000-7,000 ล้านบาท) โดยอาจจะพิจารณาการออกหุ้นกู้ใหม่อีกครั้งในช่วงปีหน้าแทน
สำหรับข้อห่วงกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับผลกระทบจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าใหม่ของโรงไฟฟ้าเคซอน (Quezon) ในประเทศฟิลิปปินส์ที่มีราคาขายไฟฟ้าลดลง จนส่งผลกระทบต่อกำไรในช่วงครึ่งปีแรกนั้น ผู้บริหารชี้แจงว่าผลกระทบจากการเปรียบเทียบตัวเลขที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดจะสิ้นสุดลงในไตรมาสที่ 2 นี้เท่านั้น เนื่องจากในไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าเคซอนได้หยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงและเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่สัญญาใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 4 ทำให้ไม่มีฐานตัวเลขเดิมที่สูงมาเปรียบเทียบในไตรมาส 3 ของปีนี้ ทั้งนี้ ภายใต้สัญญาใหม่ที่มีอายุ 10 ปี (พร้อมสิทธิ์ต่ออายุอีก 5 ปี) คาดว่าโรงไฟฟ้าเคซอนจะสามารถสร้างกำไรสุทธิกลับคืนสู่เอโก้ได้อย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท ขณะที่กระแสเงินสดในรูปของเงินปันผลที่จะได้รับจริงอาจสูงกว่าตัวเลขกำไรทางบัญชี เนื่องจากโครงการไม่มีภาระหนี้สินคงค้างและมีค่าเสื่อมราคาที่เป็นบวกต่อกระแสเงินสด นอกจากนี้ ทิศทางรายได้ในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากปัจจัยฤดูกาล (High Season) ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาวที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในเกาหลีใต้ที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นหลังเสร็จสิ้นการปิดซ่อมบำรุงในช่วงครึ่งปีแรก
ในส่วนของการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero เอโก้ได้เสร็จสิ้นการศึกษาทางเทคนิคสำหรับโครงการเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ร่วมกับโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) เรียบร้อยแล้ว รวมถึงการทดลองใช้พลังงานไฮโดรเจนผสมในการผลิตไฟฟ้า (Hydrogen Co-firing) ทั้งในสหรัฐฯ และไทย อย่างไรก็ดี นายธวัชชัยระบุว่าแม้ในทางเทคนิคจะมีความเป็นไปได้และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ความท้าทายหลักในปัจจุบันอยู่ที่ต้นทุนการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ (Commercial Viability) ที่ยังคงสูงมาก การจะผลักดันเทคโนโลยีสะอาดเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยจึงต้องอาศัยกลไกการสนับสนุนเชิงนโยบายและเงินทุนอุดหนุนจากภาครัฐ เช่นเดียวกับมาตรการอุดหนุนในสหรัฐฯ หรือประเทศญี่ปุ่น ทว่าในระยะยาวเมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาและต้นทุนลดต่ำลง จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับแนวคิดกรีนเอนเนอร์ยี่ สำหรับยุทธศาสตร์การปรับพอร์ตโฟลิโอนั้น บริษัทยังไม่มีแผนขายโรงไฟฟ้าหรือสินทรัพย์ใดๆ เพิ่มเติมในระยะนี้ โดยเกณฑ์การพิจารณาหมุนเวียนสินทรัพย์จะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานจริงเทียบกับโมเดลธุรกิจ และโอกาสในการนำเงินที่ได้ไปลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิมเท่านั้น
สุดท้ายนี้ ความผันผวนของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากราคาน้ำมันและราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเข้าแทรกแซงและดำเนินมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของภาครัฐในบางประเทศ หากมาตรการของรัฐเป็นเพียงการจัดการด้านกระแสเงินสด เช่น การขอติดค้างค่าไฟบางส่วนในฟิลิปปินส์ จะส่งผลกระทบต่อเงินสดชั่วคราวแต่ไม่กระทบต่อกำไรสุทธิ แต่หากเป็นมาตรการตรึงค่าไฟชั่วคราวในขณะที่ต้นทุนก๊าซพุ่งสูง อาจส่งผลให้กำไรในงวดนั้นลดลงก่อนที่จะได้รับชดเชยคืนในอนาคต อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอัตราค่าไฟฟ้าในประเทศส่วนใหญ่ยังคงสะท้อนต้นทุนราคาเชื้อเพลิงที่แท้จริงได้ดี เอโก้จึงมีความมั่นใจว่าจะสามารถบริหารจัดการความผันผวนด้านต้นทุนนี้ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคงเพื่อส่งมอบผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป









