บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า หรือ CPAXT แจ้งเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มบริษัท The Food Purveyor Sdn. Bhd. ในประเทศมาเลเซีย โดย Lotuss Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. เป็นบริษัทย่อยของ CPAXT แล้วเสร็จเมื่อ 1 กันยายน 2569 และ The Food Purveyor Sdn. Bhd. มีสถานะเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัทฯ 2 บทวิเคราะห์ KGI และ Yuanta วันที่ 3 ก.ย. 2569 มองภาพรวมคือ “ดีลนี้มีโอกาสสร้างกำไร แต่ยังไม่ใช่ดีลที่เพิ่มกำไรอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น” โดยจุดชี้ขาดอยู่ที่ต้นทุนเงินทุนและ Synergy หลังรวมกิจการ

CPAXT × The Food Purveyor: มีความหวังสร้างกำไรหรือไม่?
1. CPAXT ปิดดีลซื้อ TFP 100% แล้วเมื่อ 1 ก.ย. 2569 มูลค่าประมาณ 13,483 ล้านบาท เร็วกว่ากำหนดเดิมที่คาดไว้ 4Q69
2. TFP มี 50 สาขา ภายใต้ Village Grocer, B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant ทำให้ CPAXT มีสาขาในมาเลเซียรวม 121 แห่ง เมื่อรวม Lotus’s Malaysia 71 สาขา
3. KGI ประเมิน TFP มีกำไรประมาณ 300 ล้านบาท/ปี จากตลาด Premium Supermarket มาเลเซีย และ Net margin ราว 3%
4. แต่ KGI คาดว่า CPAXT จะใช้หนี้ประมาณ 60–70% ของเงินลงทุน และใช้เงินสดราว 4–5 พันล้านบาท ทำให้กำไรจาก TFP แทบชดเชยดอกเบี้ย ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น
5. KGI ชี้ว่า หากต้นทุนหนี้ 3% การลงทุนนี้ให้กำไรเพิ่มราว 83 ล้านบาทที่หนี้ 70% ขณะที่หากต้นทุนเงินทุนสูงขึ้นเป็น 4% ผลบวกจะเหลือเพียงเล็กน้อย
6. KGI จึงมอง “กลาง ๆ” เพราะ Synergy หลังซื้อกิจการยังจำกัด และกังวลค่าใช้จ่ายจากการขยายธุรกิจ/Omni-channel/Happitat กดกำไรระยะสั้น พร้อมคง “ถือ” เป้า 15 บาท
7. Yuanta มองบวกกว่าเล็กน้อย เพราะดีลช่วยเร่งการเติบโตในมาเลเซีย เพิ่มฐานลูกค้า Premium และมีโอกาส Synergy ด้าน Location, Supply Chain & Logistics และ Procurement
8. Yuanta ประเมินตรงกันว่า กำไรปี 2569–2570 จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนมูลค่าพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ โดยคงคำแนะนำ “TRADING” ราคาเหมาะสม 16.40 บาท

จุดที่ต้องจับตา:
ถ้า CPAXT สามารถดัน Margin ของ TFP สูงขึ้นและเกิด Synergy จริง กำไรจากดีลจะมีโอกาสขยับมากกว่า 300 ล้านบาท/ปี แต่ 2 โบรกฯ ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะใส่ Upside ดังกล่าวเข้าไปในประมาณการ

สรุป: “มีความหวัง แต่ยังต้องรอพิสูจน์” — ระยะสั้นดีลนี้ออกแนว เพิ่มรายได้/ฐานธุรกิจมากกว่าการเพิ่ม EPS ส่วน Upside ที่น่าสนใจจะอยู่ในระยะกลาง–ยาว หาก TFP เติบโตและ Synergy เกิดขึ้นจริง

TFP ถ้าดีจริง แล้วทำไมเจ้าของเดิมถึงขายออกหมด..?
คำตอบต้องแยกให้ออกระหว่าง คุณภาพของธุรกิจ กับ เหตุผลในการขายของเจ้าของเดิม — สองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องขัดกัน

The Food Purveyor คือใคร?
The Food Purveyor Sdn. Bhd. (TFP) เป็นผู้ประกอบการ Premium Supermarket ของมาเลเซีย โดยมีธุรกิจหลัก 5 แบรนด์ ได้แก่ Village Grocer, B.I.G. (Ben’s Independent Grocer), BSC Fine Foods, Pasaraya OTK และ The Food Merchant รวมประมาณ 50 สาขา ก่อนถูก CPAXT ซื้อกิจการ

บริษัทมีรากธุรกิจมาจากครอบครัว Ong โดยประวัติย้อนหลังไปถึงร้านขายของชำใน Gombak ก่อนเข้าสู่ตลาด Premium Supermarket ด้วยการเปิด Village Grocer แห่งแรกที่ Bangsar Village ในปี 2004

จุดเด่นของ TFP
– เน้นลูกค้า Middle-to-High income / Premium Segment
– สินค้าเน้น Fresh Food, Imported Food และสินค้าที่หาซื้อยาก
– มีหลายแบรนด์ ครอบคลุมทั้ง Premium และ Mass
– มี Bites ระบบสมาชิก/ Loyalty Program และ Bites Shop สำหรับ Online Grocery
– ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ เช่น Klang Valley, Penang, Negeri Sembilan และ Johor Bahru

ที่สำคัญคือ TFP ไม่ใช่ผู้เล่นเล็กๆ แบบร้านซูเปอร์มาร์เก็ตเฉพาะพื้นที่ เพราะ KGI ระบุว่า TFP เป็น ผู้เล่นอันดับ 2 ในตลาด Premium Supermarket ของมาเลเซีย และมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 31% ในปี 2024 จากข้อมูลในบทวิเคราะห์

แล้ว “เจ้าของคือใคร” ขายทำไม..?
ก่อน CPAXT เข้าซื้อ TFP ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไม่ได้เป็น CP หรือเจ้าของครอบครัวเพียงรายเดียว แต่มี Private Equity เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหลัก

โครงสร้างที่มีการเปิดเผยก่อนดีล CPAXT ได้แก่

ผู้ถือหุ้น                                                                              สัดส่วนโดยประมาณ
Foodshop Capstone Sdn Bhd / กลุ่ม Navis Capital                      ~74.91%
Armani Wealth Sdn Bhd / กลุ่มครอบครัว Ong                               ~23.25%
ผู้ถือหุ้นรายย่อย                                                                           ~1.84%

The Edge รายงานว่า Navis Capital ถือหุ้นใหญ่ผ่าน Foodshop Capstone ขณะที่ Armani Wealth ซึ่งเชื่อมโยงกับ Pasaraya OTK ถือหุ้น 23.25%

และเอกสารการซื้อกิจการของ CPAXT ระบุชัดว่า ผู้ขายคือ Foodshop Capstone Sdn Bhd และผู้ถือหุ้นรายย่อย และไม่ได้เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกับ CPAXT

ถ้าพูดแบบเข้าใจง่าย:
TFP มีรากมาจากธุรกิจครอบครัว Ong แต่ในช่วงก่อนขาย CPAXT ผู้ถือหุ้นใหญ่คือ Navis Capital ซึ่งเป็น Private Equity

แล้ว Navis Capital คือใคร?

Navis Capital Partners เป็น Private Equity ที่ลงทุนในธุรกิจหลายประเทศในเอเชีย และเข้าลงทุนใน TFP ตั้งแต่ประมาณ ปี 2014

เว็บไซต์ของ TFP เองระบุว่า Navis เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับครอบครัว Ong เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการขยาย Village Grocer จากธุรกิจเดิมให้เติบโตเร็วขึ้น

กล่าวอีกแบบคือ
Ong family → สร้างธุรกิจ

Navis Capital → ใส่เงิน/เพิ่มทุน/ช่วยขยาย

TFP → ขยาย Village Grocer + B.I.G. + แบรนด์อื่น ๆ

CPAXT → ซื้อกิจการ 100%

ถ้าธุรกิจดี ทำไม Navis ถึงขาย..?
คำตอบที่สำคัญที่สุดคือ “PE (Private Equity) ไม่ได้ถือกิจการตลอดไป”

Navis เข้าลงทุนตั้งแต่ปี 2014 และ CPAXT ประกาศซื้อในปี 2026 เท่ากับถือการลงทุนมาประมาณ 12 ปี และมีหลักฐานว่า Navis เคยพิจารณาขาย TFP มาก่อนแล้ว
Bloomberg รายงานตั้งแต่ปี 2021 ว่า Navis กำลังพิจารณาขาย The Food Purveyor โดยประเมินมูลค่าที่อาจอยู่ราว US$247 ล้าน ในขณะนั้น การขายปี 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันเพราะธุรกิจมีปัญหา แต่มีลักษณะสอดคล้องกับการ Realization / Exit ของ Private Equity

พูดง่ายๆ คือ
Navis เข้ามาลงทุน → ช่วยขยายธุรกิจ → ธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น → หาผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์ → ขายเพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุนนี่ เป็นโมเดลปกติของ Private Equity ได้กำไรมาหลายปีแล้ว หรือเติบโตจนไม่โตแล้ว จึงขายทิ้ง..!

มีประเด็นที่ต้องระวัง
การที่ CPAXT ยอมจ่าย RM1.66 พันล้าน หรือประมาณ 13,483 ล้านบาท เพื่อซื้อ 100% ของ TFP ไม่ได้แปลว่า TFP “กำไรสูงมาก” โดยอัตโนมัติ เพราะ ราคาซื้อสะท้อนมูลค่าของแพลตฟอร์ม + สาขา + ทำเล + Brand + ลูกค้า + Growth Potential + Synergy ในอนาคตไปแล้ว

CPAXT ระบุว่าการกำหนดราคาดีลอิง EV/Adjusted EBITDA Multiple เทียบกับธุรกิจค้าปลีกที่เกี่ยวข้องในมาเลเซีย

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม KGI ถึงระมัดระวัง
KGI ประเมินเบื้องต้นว่า TFP อาจมีกำไรประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี ขณะที่เงินลงทุนสูงถึงประมาณ 13,483 ล้านบาท และหาก CPAXT ใช้หนี้ 60–70% ของดีล กำไรจาก TFP อาจเพียงพอที่จะชดเชยดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

จุดสำคัญมากสำหรับผู้ถือหุ้น CPAXT
TFP อาจเป็น “ธุรกิจที่ดี” แต่ไม่ได้หมายความว่า “ดีลนี้จะสร้าง EPS ให้ CPAXT อย่างมากทันที”

แล้วอะไรทำให้ CPAXT สนใจ?
มองดูแล้วมี 4 เหตุผลเชิงกลยุทธ์ ที่สำคัญกว่ากำไรปีแรก
1. ซื้อฐาน Premium Retail ทันที CPAXT เดิมมี Lotus’s Malaysia แต่ TFP ทำให้เข้าไปถึงลูกค้า Premium ได้มากขึ้น ทาง Yuanta ระบุว่าดีลนี้ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดใน Premium Segment จากเดิมที่ CPAXT เน้น Mass Segment เป็นหลัก

2. ได้ 50 สาขาทันที
จาก Lotus’s Malaysia 71 สาขา + TFP 50 สาขา CPAXT จะมีเครือข่ายประมาณ 121 สาขาในมาเลเซีย ถือว่ามีคุณค่ามากกว่ากำไรปีเดียว เพราะทำให้ CPAXT มี Platform สำหรับขยายธุรกิจต่อ

3. มีโอกาสทำ Synergy
สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือ Procurement + Supply Chain + Logistics + Location “Yuanta” มองว่ามีโอกาสสร้าง Synergy ในส่วนเหล่านี้ หากทำได้จริง ต้นทุนต่อหน่วยอาจลดลง และ Margin ของ TFP มีโอกาสเพิ่ม

4. มาเลเซียยังมี Growth Story
ตลาด Premium Grocery ของมาเลเซียมีขนาดประมาณ RM4.1 พันล้านในปี 2024 และ KGI แสดงประมาณการว่าตลาดอาจขยายขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว ดังนั้น CPAXT ไม่ได้ซื้อเพียง “กำไรปัจจุบัน” แต่กำลังซื้อ ตำแหน่งทางการตลาดในอนาคต

🔎 สรุปคำถามว่า “ถ้าดีจริง ทำไมถึงขาย?”
หากไม่มองว่าเป็น Red Flag โดยตรง เพราะข้อมูลที่มีชี้ไปทางว่า

Navis Capital เป็น PE → ถือมานาน ~12 ปี → เคยพิจารณาขายมาก่อน → ได้ Strategic Buyer อย่าง CPAXT → ขายทั้งกิจการจึงมีเหตุผลเชิง PE (Private Equity) Exit / Monetization มากกว่าการขายเพราะธุรกิจแย่

แต่สิ่งที่ CPAXT ต้องพิสูจน์ต่อจากนี้ คือ ซื้อมาแล้วจะทำให้ธุรกิจมีผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนเงินทุนได้หรือไม่

ประเด็น                                                        มุมมอง
คุณภาพแบรนด์                                              🟢 ดี
Positioning Premium                                🟢 เด่น
ทำเล/เครือข่าย                                             🟢 มีคุณค่า
Market position                                         🟢 แข็งแรง
Growth potential                                       🟢 มี
เหตุผลที่ Navis ขาย                                      🟡 PE Exit เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผล
กำไรทันทีหลังซื้อ                                           🟡 ยังไม่มาก
Synergy                                                       🟡 ต้องพิสูจน์
ผลต่อ EPS CPAXT ระยะสั้น                           🟡 จำกัด
Upside ระยะยาว                                          🟢 น่าสนใจถ้าบริหาร Margin ได้

Bottom line:

TFP “ดีในเชิงธุรกิจ” แต่ยังไม่พิสูจน์ว่า “ดีในเชิงผลตอบแทนของดีล” สำหรับ CPAXT — จุดเปลี่ยนสำคัญจะอยู่ที่ว่า CPAXT สามารถเพิ่มกำไรจาก TFP จากระดับที่ KGI ประเมินราว 300 ล้านบาท/ปี ให้สูงขึ้นผ่าน Synergy และการขยายสาขาได้มากแค่ไหน

ข้อมูลอื่นที่น่าสนใจ : Navis เคยพิจารณาขาย TFP ตั้งแต่ปี 2021 แปลว่า Exit ของ PE เป็นประเด็นที่มีมาก่อนดีล CPAXT หลายปี ไม่ใช่เพิ่งขายเพราะ CPAXT เข้ามาในปี 2026

ที่มาหลัก: CP Axtra – รายละเอียดการเข้าซื้อ TFP · The Food Purveyor – ประวัติและแบรนด์ · Navis Capital – Portfolio · The Edge Malaysia – โครงสร้างผู้ถือหุ้นและพัฒนาการ TFP · Bloomberg – Navis พิจารณาขาย TFP ปี 2021 · เอกสาร CPAXT/ตลาดหลักทรัพย์และบทวิเคราะห์ KGI/Yuanta

ธณพงศ์ มีทอง เรียบเรียง

#CPAXT #หุ้นCPAXT #CPAXTRA #ซีพีแอ็กซ์ตร้า #MakroXLotuss #makrothailand #Lotuss

- Advertisement -