ตลาดหุ้นโลกเริ่มพักฐานจากการปรับขึ้นมาร้อนแรงก่อนหน้า ระยะสั้นอาจเลือก Defensive
MARKET UPDATE
DJIA เมื่อคืนปิดลบ 341 จุด (-0.66%) รับแรงกดดันจากการปรับขึ้นของ Bond Yield ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 0.4% หลัง IEA รายงานว่าจะปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองโดยให้ความสำคัญกับดีเซลเป็นลำดับแรกเพื่อสกัดราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์
MARKET OUTLOOK
ปัจจัยต่างประเทศ
แม้ดัชนีโดยรวมจะย่อลงแต่หุ้นหลายๆตัวยังปรับขึ้นได้เช่น MU +4% GOOGL +0.8% AMZN +1.4% LLY +2.7% สะท้อนตลาดไม่ได้กังวลมากจนเกินไปนักสาเหตุการย่อตัวอาจเป็นเพียงการ Take Profit ปกติจากการปรับขึ้นมาร้อนแรงในช่วงก่อนหน้านี้ แม้หน้าข่าวจะรายงานว่า Bond Yield ปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แต่ภายหลังปิดตลาดพบว่าเริ่มย่อตัวลงมาอาจเป็นเพราะน้ำมันดิบที่ปรับลง มองปัจจัยหนุนหุ้นสหรัฐฯมาจากการเติบโตกำไรที่แข็งแกร่งจากธุรกิจ AI , TECH เพราะงบลงทุน CAPEX ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อทั้งปีนี้และปีหน้า คืนนี้รอติดตามผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 2 แสนราย
ปัจจัยในประเทศ
นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิวันแรกในรอบ 11 วันทำการ มองเป็นปัจจัยหนุนสำหรับตลาดหุ้นไทย แต่อย่างไรก็ตามในภาพรวมยังขาดปัจจัยหนุนที่มีนัยยะประกอบกับตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการนักลงทุนอาจเริ่มชะลอการลงทุนเพื่อรอดู
ประเมิน SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1570 – 1595 เช้านี้บรรยากาศการลงทุนทรงๆ (KOSPI-0.3%) อาจกดดันกลุ่ม TECH ไทยที่ปรับขึ้นมาก่อนหน้า เชิงกลยุทธ์การลงทุนกลับมามองหาหุ้นในกลุ่ม Defensive (BDMS BCH BH PR9) สื่อสาร (ADVANC) ศูนย์การค้า (CPN) Trading ระยะสั้นกับกลุ่ม FIN (MTC SAWAD TIDLOR) ตาม Yield สหรัฐฯ ที่ชะลอลง นิคมฯ (AMATA WHA)
TOP PICK
BCH ซื้อ TP: Bt 13.20
คาดกำไรใน 2H26 จะทำได้ตามประมาณการ เนื่องจากเป็นช่วง High Season และรายได้ผู้ป่วยต่างชาติใน 2H26 โดยคาดจะเติบโต YoY จากกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น UAE, กาตาร์
PR9 ซื้อ TP: Bt 20
3Q26 คาดจะขยายตัว QoQ/YoY จากการลงทุนเครื่องมือรักษาโรคเฉพาะทาง อาทิ เครื่องฉีดสีสวนหลอดเลือด 2 ระนาบ (Biplane Angiography) เครื่องที่ 2 และห้องบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง









