กรุงศรี โชว์กำไรสุทธิ 9 เดือน ปี 2569 แตะ 25,572 ล้านบาท โต 3.9% รับอานิสงส์สินเชื่อใหญ่-อาเซียนขยายตัว ขณะที่กำไร Q3/69 แตะ 8,660 ล้านบาท โต 4.4% QoQ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) และบริษัทในเครือ ประกาศผลการดำเนินงานอันแข็งแกร่งสำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ผลประกอบการในไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 8,660 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.4 จากไตรมาสก่อนหน้า ผลสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการดำเนินยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างมีคุณภาพ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของพอร์ตสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและงบดุลอย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางสภาวะดอกเบี้ยขาลง
สรุปผลการดำเนินงานทางการเงิน งวด 9 เดือนแรก ปี 2569 (9M/2569)
- กำไรสุทธิและรายได้จากการดำเนินงาน: กรุงศรีส่งมอบกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมจำนวน 25,572 ล้านบาท (คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 3.48 บาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 หรือคิดเป็นจำนวน 960 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปี 2568 โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 126,862 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.7 YoY
- รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income): บันทึกจำนวน 86,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.6 YoY ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 4.58 (เพิ่มขึ้น 30 เบสิสพอยท์ จากร้อยละ 4.28 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากอัตราผลตอบแทนของพอร์ตสินเชื่อที่รับรู้ผลการดำเนินงานของ TIDLOR และการลดลงของต้นทุนทางการเงิน
- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income): อยู่ที่ 40,202 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 YoY ขับเคลื่อนโดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึงร้อยละ 18.3 YoY แตะระดับ 22,099 ล้านบาท จากความสำเร็จของธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะสินเชื่อยานยนต์ ธุรกรรมบริหารความมั่นคั่ง และบริการบัตร
- การบริหารค่าใช้จ่าย (Cost Management): อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 45.6 จากร้อยละ 46.4 ในงวดเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงวินัยในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3/2569 (Q3/2569)
- กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569: มีจำนวน 8,660 ล้านบาท (คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.18 บาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 (QoQ) จาก 8,294 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2569 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็น 29,074 ล้านบาท (+1.1% QoQ) และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 5.4 QoQ เหลือ 10,752 ล้านบาท
- การเปรียบเทียบ YoY: เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อยร้อยละ 1.4 YoY เนื่องจากในไตรมาส 3/2568 มีการบันทึกฐานกำไรที่สูงจากรายการพิเศษในการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าว ผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลักยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
- ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM): ในไตรมาส 3/2569 ยังคงความแข็งแกร่งอยู่ที่ร้อยละ 4.66 ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 45.7
3. ฐานะทางการเงิน คุณภาพสินทรัพย์ และโครงสร้างเงินทุน (ณ วันที่ 30 กันยายน 2569)
- พอร์ตสินเชื่อรวม (Total Loans): ยอดเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 1,935,878 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 จากสิ้นปี 2568 (หรือเติบโตร้อยละ 0.8 หากไม่รวมผลกระทบจากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนใน PT Home Credit Indonesia [HCID] จากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม) แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตร้อยละ 6.5 YTD นำโดยสินเชื่อบรรษัทไทยและบรรษัทข้ามชาติที่ขยายตัวร้อยละ 9.7 YTD รวมถึงสินเชื่ออาเซียนที่ขยายตัวร้อยละ 7.7 YTD (ไม่รวมผล Deconsolidation)
- เงินรับฝากรวม (Total Deposits): มีจำนวน 1,705,948 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากการบริหารงบดุลเพื่อเตรียมความพร้อมด้านเงินทุน โดยมีสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์และจ่ายคืนเมื่อทวงถามต่อเงินรับฝากทั้งหมด (CASA) อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 60.3 ช่วยรักษาฐานต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับต่ำ
- คุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality): อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 3.19 (เทียบกับร้อยละ 3.26 ณ สิ้นปี 2568) นอกจากนี้ ธนาคารยังคงตั้งสำรองเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของฝ่ายจัดการ (Management Overlays) อย่างรอบคอบ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Coverage Ratio) ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นสู่ระดับร้อยละ 143.1 จากร้อยละ 126.9 ณ สิ้นปี 2568
- ความแข็งแกร่งของเงินกองทุน (Capital Adequacy): อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) ของธนาคารอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 20.46 โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น (CET1) ที่ร้อยละ 16.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดอย่างมีนัยสำคัญ
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2569 ที่แม้จะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก แต่ยังเผชิญความท้าทายจากอุปสงค์ภายในประเทศและภาระหนี้ครัวเรือน กรุงศรี กรุ๊ป ยังคงสามารถส่งมอบผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งตลอด 9 เดือนแรกของปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงผลสำเร็จของการดำเนินกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพ การบริหารจัดการงบดุลและต้นทุนทางการเงินอย่างเข้มงวด ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงด้วยความระมัดระวัง
นอกจากนี้ การขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อบรรษัทและเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการ SFinance ในประเทศเวียดนามเต็มร้อยละ 100 ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันและตอกย้ำความพร้อมของกรุงศรีในการสนับสนุนลูกค้าและขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต”
- การขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน: ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ธนาคารได้เข้าซื้อและรับโอนส่วนของทุนใน SFinance Consumer Credit Finance Company Limited (SFinance) ในประเทศเวียดนาม ระยะที่สองในสัดส่วนร้อยละ 50 เป็นที่เสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้ SFinance มีสถานะเป็นบริษัทย่อยที่ธนาคารถือหุ้นร้อยละ 100
- การปรับโครงสร้างเครือข่าย: ยุติการดำเนินงานของสาขาเวียงจันทน์ ใน สปป.ลาว เป็นการถาวร (มีผล 31 มีนาคม 2570) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของกลุ่ม
- มาตรการช่วยเหลือสังคม: ประกาศมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งกลุ่มลูกค้าส่งเสริมการเกษตร รายย่อย SME และสินเชื่อเช่าซื้อ
- การเงินเพื่อความยั่งยืน (ESG & SSF): กรุงศรีปรับเพิ่มเป้าหมายสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance: SSF) เป็น 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 (โดย ณ 30 ก.ย. 2569 สนับสนุนสะสมแล้ว 332,860 ล้านบาท) พร้อมครองส่วนแบ่งการตลาดการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (ESG Bond) สูงถึงร้อยละ 25.7 ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2569
ศิริวรรณ มีทอง เรียบเรียง









