ทีทีบี เตรียมเสนอขายตราสารด้อยสิทธิ เพื่อนับเป็นเงินกองทุนประเภทที่ 2 ครั้งที่ 1/2569 เปิดโอกาสลงทุนสำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่และสถาบัน (HNW&II) ตั้งแต่วันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2569 นี้
ทีทีบี เตรียมเสนอขายตราสารด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน และมีคุณสมบัติรองรับผลขาดทุนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนประเภทที่ 2 ครั้งที่ 1/2569 แก่ผู้ลงทุนรายใหญ่และสถาบัน (HNW&II) ทั้งประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยเป็นตราสารด้อยสิทธิระยะยาว อายุ 10 ปี 3 เดือน ประมาณการอัตราดอกเบี้ยระหว่าง [2.60% – 2.80%] ต่อปี และรับดอกเบี้ยคงที่ทุก 3 เดือนตลอดอายุตราสาร โดยเปิดให้จองซื้อและชำระเงินระหว่างวันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการบริหารพอร์ตระยะยาว พร้อมโอกาสสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ โดยการเสนอขายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารเงินกองทุนของธนาคารภายใต้หลักเกณฑ์ Basel III
นางสาวสมคิด ปรีชาสัมมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ทีทีบี กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้ลงทุนให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและการจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงทรงตัว ผู้ลงทุนมองหาการลงทุนที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ ตราสารด้อยสิทธิของทีทีบีจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนรายใหญ่และสถาบัน (HNW & II) ที่ต้องการกระจายการลงทุน พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของตราสาร เพื่อช่วยสร้างความสมดุลให้พอร์ตและสนับสนุนการวางแผนการเงินในระยะยาว ทั้งนี้ควรพิจารณาการจัดสรรพอร์ตให้เหมาะสมกับเป้าหมาย ผลตอบแทนที่คาดหวัง และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในลักษณะ ผลตอบแทน และความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์อย่างรอบด้าน”
จุดแข็งของ ทีทีบี ที่อยู่เบื้องหลังการเสนอขายครั้งนี้
ปัจจุบัน ทีทีบีดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมมีระบบบริหารความเสี่ยง การบริหารเงินกองทุน และการกำกับดูแลกิจการตามมาตรฐานของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยสามารถบริหารโครงสร้างเงินกองทุนให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ Basel III ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและแนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในระยะยาว
ความแข็งแกร่งดังกล่าวสะท้อนผ่านการได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรที่ระดับ AA+(tha) ขณะที่ตราสารด้อยสิทธิชุดนี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A(tha) แนวโน้มอันดับเครดิต “เสถียรภาพ” จากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ซึ่งสะท้อนฐานะทางการเงินที่มั่นคง ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และศักยภาพในการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ทีทีบียังดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) โดยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีความรับผิดชอบ และการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการสร้างคุณค่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มในระยะยาว
ทำไม ทีทีบี จึงเสนอขายตราสาร Tier 2 ครั้งนี้
การเสนอขายตราสารในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารเงินกองทุนระยะยาวของธนาคาร เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานเงินกองทุนให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลตามมาตรฐานสากล โดยเงินกองทุนถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงและความสามารถในการรองรับความเสี่ยงของระบบธนาคารในระยะยาว
ตราสารดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มตราสารเงินกองทุนประเภทที่ 2 (Tier 2 Capital Instruments) ของธนาคารพาณิชย์ ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทด้อยสิทธิ ไม่มีประกันและไม่มีผู้ค้ำประกัน มีผู้แทนผู้ถือตราสาร อายุ 10 ปี 3 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2580 โดยธนาคารมีสิทธิขอไถ่ถอนก่อนครบกำหนดภายหลังครบ 5 ปี 3 เดือนนับจากวันออกตราสาร ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดสิทธิ
หลายคนอาจเข้าใจว่าการออกตราสารหนี้เป็นการระดมทุนเพื่อแก้ปัญหาทางการเงิน แต่สำหรับธนาคารพาณิชย์ การออก Tier 2 มักเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารเงินกองทุนล่วงหน้า เพื่อรักษาระดับความเพียงพอของเงินกองทุนให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทีทีบีเป็นหนึ่งในธนาคารที่มีโครงสร้างเงินกองทุนที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569* มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 จำนวน 186,245 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนร้อยละ 16.8 สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ร้อยละ 9.5 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เงินกองทุนชั้นที่ 2 มีจำนวน 22,184 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนร้อยละ 2.0 ดังนั้น การออกตราสารครั้งใหม่จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาสภาพคล่อง แต่เป็นการบริหารเงินกองทุนให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับแผนธุรกิจในระยะยาว
แล้วทำไม ทีทีบี จึงมีแผนไถ่ถอนตราสารเมื่อครบ 5 ปี 3 เดือน?
อีกหนึ่งคำถามที่นักลงทุนมักสงสัยคือ หากตราสารมีอายุยาวถึง 10 ปี แล้วเหตุใดธนาคารจึงมีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนดเมื่อพ้น 5 ปี 3 เดือน คำตอบอยู่ที่หลักเกณฑ์การนับเงินกองทุนภายใต้ Basel III แม้ตราสาร Tier 2 จะมีอายุยาว แต่เมื่ออายุตราสารเหลือน้อยกว่า 5 ปี มูลค่าของตราสารที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนของธนาคารจะทยอยลดลงตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล โดยจะลดลงปีละ 20% จนกระทั่งไม่สามารถนับเป็นเงินกองทุนได้เมื่อใกล้วันครบกำหนดไถ่ถอน กล่าวคือ แม้ตราสารเดิมยังคงมีอยู่ แต่ประโยชน์ในการเป็นฐานเงินกองทุนของธนาคารจะค่อย ๆ ลดลงตามระยะเวลาที่เหลืออยู่
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกจึงมักออกตราสารชุดใหม่เพื่อทดแทน และพิจารณาใช้สิทธิไถ่ถอนตราสารเดิมเมื่อได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้สามารถบริหารโครงสร้างเงินกองทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ Basel III อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การที่ทีทีบีมีสิทธิไถ่ถอนตราสารเมื่อพ้น 5 ปี 3 เดือน จึงไม่ใช่สัญญาณของปัญหาทางการเงิน แต่เป็นกลไกปกติในการบริหารเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานเงินกองทุน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินในระยะยาว
จุดเด่นของตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนของ ทีทีบี
- อัตราดอกเบี้ยโดยประมาณ [2.60% – 2.80%] ต่อปี และรับดอกเบี้ยคงที่ทุก 3 เดือนตลอดอายุตราสาร ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยสุดท้ายจะกำหนดภายหลัง
- อายุตราสาร 10 ปี 3 เดือน โดยธนาคารมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนดเมื่อตราสารอายุพ้น 5 ปี 3 เดือน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
- ตราสารได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ A(tha) และธนาคารได้รับอันดับเครดิตองค์กร AA+(tha) แนวโน้ม “เสถียรภาพ”
- ผู้ออกตราสารมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง อัตราเงินกองทุนรวม ร้อยละ 18.8 สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569*
- เป็นทางเลือกกระจายการลงทุนระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตการลงทุน
การเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนด้วยการยืนยันสถานะ HNW
หลายท่านอาจมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ผู้ลงทุนรายใหญ่อยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยดำเนินการ Verify หรือ Declare HNW ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนบางประเภทได้ การยืนยันสถานะ HNW ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะการลงทุนตราสารด้อยสิทธิของทีทีบีครั้งนี้เท่านั้น แต่ยังเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่ช่วยเปิดโอกาสให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เสนอขายเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่และสถาบัน (HNW&II) ในอนาคตอีกด้วย
คุณสมบัติผู้ลงทุนรายใหญ่ (HNW)
สำหรับบุคคลธรรมดา ต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ ได้แก่
ประการที่ (1) คุณสมบัติด้านฐานะการเงินอย่างน้อย 1 ข้อ และ
ประการที่ (2) คุณสมบัติด้านความรู้หรือประสบการณ์อย่างน้อย 1 ข้อ
คุณสมบัติด้านฐานะการเงิน
- สินทรัพย์สุทธิไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท หรือ
- รายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท หรือ
- มีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 8 ล้านบาท หรือ
- มีเงินลงทุนรวมกับเงินฝากไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท
คุณสมบัติด้านความรู้หรือประสบการณ์
- มีประสบการณ์ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเป็นประจำและต่อเนื่อง
- มีประสบการณ์ทำงานด้านการเงินหรือการลงทุน
- มีใบอนุญาตหรือคุณวุฒิด้านการลงทุน เช่น CFA, CFP, CISA หรือ CAIA
- มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความซับซ้อน
หากมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ สามารถติดต่อที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนส่วนบุคคลเพื่อยื่นเอกสารยืนยันสถานะได้ โดยการรับรองสถานะผู้ลงทุนรายใหญ่ไม่เพียงช่วยให้สามารถลงทุนในตราสารด้อยสิทธิครั้งนี้ได้ แต่ยังเปิดโอกาสให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนสำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ในอนาคต อาทิ หุ้นกู้เอกชน หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง Structured Note และผลิตภัณฑ์การลงทุนทางเลือกอื่น ๆ ตามเกณฑ์ที่กำหนด
การจองซื้อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ผู้สนใจลงทุนควรตรวจสอบคุณสมบัติและแจ้งรับรองสถานะผู้ลงทุนรายใหญ่ (HNW) ล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการลงทุนก่อนวันเสนอขายตราสารด้อยสิทธิ
สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุน ติดต่อเพื่อแสดงความจำนงจองซื้อตราสารด้อยสิทธิและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ทีทีบี ทุกสาขา หรือที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนของท่าน หรือ Investment Line โทร. 1428 กด #4 (วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 09:00 – 17:30 น. ยกเว้นวันหยุดธนาคาร)
รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ttbbank.com/link/pr/subdebt
คำเตือน
ตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนประเภทที่ 2 มีความเสี่ยงระดับ 7 และไม่ใช่เงินฝาก เป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงและมีความซับซ้อน ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ทั่วไป / ผู้ลงทุนมีความจำเป็นในการขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน / ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะของตราสารด้อยสิทธิ เงื่อนไข ผลตอบแทน รวมทั้งพิจารณาความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและเงื่อนไขการขายก่อนครบกำหนด ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ เอกสารข้อมูลดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตราสารหนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนมีระยะเวลาพอสมควรในการศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน โดยข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และการเสนอขายตราสารหนี้จะดำเนินการได้เมื่อแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้และร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ได้รับความเห็นชอบและมีผลใช้บังคับแล้ว เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
*ทั้งนี้ ข้อมูลอ้างอิงจากงบการเงินไตรมาส 3/2569 (ก่อนสอบทาน)
#ให้ชีวิตการเงินดีทั้งวันนี้และอนาคต #เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น #ttb #MakeREALChange









