JMT หรือ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จเสนอขายหุ้นกู้มูลค่า 2,000 ล้านบาทเต็มจำนวน ชูอัตราดอกเบี้ย 5.10% ต่อปี รองรับการขยายพอร์ตหนี้

JMT ปิดขายหุ้นกู้ 2,000 ล้านบาทเต็มจำนวน! ขอบคุณนักลงทุน พร้อมเดินหน้ารับโอกาสเติบโตธุรกิจบริหารหนี้

บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท โดยได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบันอย่างดีเยี่ยม สามารถจำหน่ายหุ้นกู้ได้เต็มจำนวนตามเป้าหมาย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงินของบริษัทฯ พร้อมนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปบริหารโครงสร้างเงินทุน รองรับการชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด และเพิ่มความพร้อมในการลงทุนในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยว่า บริษัทฯ ขอขอบคุณผู้ลงทุนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ จนสามารถจำหน่ายได้ครบเต็มจำนวน 2,000 ล้านบาท นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อความแข็งแกร่งของธุรกิจ ตลอดจนแนวทางการบริหารเงินทุน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย

สำหรับหุ้นกู้ JMT ครั้งที่ 1/2569 รุ่น JMT307A มีอายุ 3 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.10% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 22 และ 26–27 ตุลาคม 2569 โดยหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB แนวโน้มอันดับเครดิต Stable จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นกู้ไปใช้ชำระคืนหนี้สินจากการออกหุ้นกู้เดิม (Rollover) รวมถึงรองรับการลงทุนซื้อสินทรัพย์และใช้เป็นเงินทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมความคล่องตัวในการบริหารโครงสร้างเงินทุน ควบคู่กับการรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการดำเนินงานและภาระทางการเงินในอนาคต

นายสุทธิรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า JMT ให้ความสำคัญกับการบริหารธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บกระแสเงินสดจากพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการดำเนินงาน ตลอดจนการคัดเลือกลงทุนในพอร์ตหนี้ที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ สร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว

- Advertisement -