สรุปผลประกอบการ SCG 9 เดือน ปี 2569 โชว์ Adjusted Cash EBITDA เติบโต 19% พร้อมผนึกกำลัง SCGC และ GC ดันธุรกิจพอลิโอเลฟินส์สู่ Top 10 ของโลก

SCG 9 เดือน ปี 2569 โชว์ Adjusted Cash EBITDA โต 19% ผนึก SCGC และ GC ดันธุรกิจพอลิโอเลฟินส์ขึ้นแท่น TOP 10 ของโลก เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ พร้อมรุกตลาดเวียดนาม

เอสซีจีเผยผลประกอบการไตรมาส 3 และ 9 เดือนของปี 2569 โดย Adjusted Cash EBITDA 9 เดือนอยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถ การแข่งขันที่เร่งทำต่อเนื่อง แม้เผชิญพลังงานโลกปรับตัวขึ้นสูงจาก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เอสซีจียังคงความแข็งแกร่งทางการเงิน หนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาทจากไตรมาสที่ 4 ปี 2568  มีระบบบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพ พร้อมมาตรการรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างทันท่วงที  ล่าสุดประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์ และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยระหว่าง SCGC และ GC เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย สู่การแข่งขันในเวทีโลก รวมจุดแข็งตลอดห่วงโซ่คุณค่า ต่อยอดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง คาดว่าบริษัทร่วมทุนจะจัดตั้งแล้วเสร็จ ในครึ่งปีหลัง 2570 ขณะที่ทุกธุรกิจ ยกระดับประสิทธิภาพทั่วอาเซียนด้วย AI & Robotics เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด สร้างภูมิคุ้มกันรับมือวิกฤตพลังงานผันผวน  นอกจากนี้ ตลาดวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามเติบโตดี

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “ปี 2569 เป็นหนึ่งในปีที่ธุรกิจ เผชิญบททดสอบหนักที่สุด ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงานผันผวน และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เอสซีจีเร่งทรานฟอร์มธุรกิจ สร้างความเข้มแข็งสู่การเติบโตระยะยาวผ่าน 3 ด้าน คือ 1) สร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ ด้วยการผนึก SCGC และ GC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สู่ระดับโลก พร้อมเร่งโครงการอีเทนที่เวียดนาม รวมทั้ง ขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน 2) เสริมความเข้มแข็งทางการเงิน โดยการปรับลดหนี้สินสุทธิต่อเนื่อง 3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI & Robotics ทั่วทั้งอาเซียน ส่งผลให้ผลประกอบการ 9 เดือนปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปีก่อน Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19%  กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% หากไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการปรับปรุงอื่น ๆ  Adjusted Profit อยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาท และรายได้จากการขายอยู่ที่ 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%”

ขณะที่ไตรมาส 3 ปี 2569  Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,444 ล้านบาท กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,385 ล้านบาท รายได้จากการขายอยู่ที่ 122,666 ล้านบาท หนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาทจากไตรมาสที่ 4 ปี 2568  อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงต่อเนื่องมาที่ 3.6 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2569 อยู่ที่ 75,147 ล้านบาท

ธุรกิจเคมิคอลส์หรือเอสซีจีซี ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์ และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ร่วมกับ GC คาดว่าจะสร้างประโยชน์ จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยการรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งด้านฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและตลาดทั่วโลก มุ่งสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย พร้อมรับความผันผวนของอุตสาหกรรม และความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ในระยะยาว ขณะที่โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) กลับมาเดินโรงงาน ตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2569 หลังหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมทั้งยังเร่งโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน ที่ LSP เวียดนาม ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  คาดแล้วเสร็จกลางปี 2570 ซึ่งเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ตามแนวทาง One CBM เพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน ส่งผลให้ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 นอกจากนี้ ยังใช้เชื้อเพลิงทดแทน (AF) อยู่ที่ 25%-35% ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ได้ต่อยอดการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซีย รวมถึงบูรณาการเครือข่ายการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมขยายโอกาสในตลาดเวียดนามและอินเดีย เสริมความแข็งแกร่งในตลาดและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังธุรกิจในเครือและเครือข่ายพันธมิตร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที  ครอบคลุมหลายพื้นที่ โดยจัดตั้งโรงครัวชุมชน มอบอาหารพร้อมทาน น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น สนับสนุนสุขากระดาษ เตียงสนามกระดาษ และผ้าห่มสำหรับศูนย์อพยพ  นอกจากนี้เอสซีจีซี ได้สนับสนุนทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูงจาก SCGC Floating Solar Solution ให้เป็นแพกู้ภัยและทางเดินลอยน้ำ เพื่อใช้ลำเลียงอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก  ขณะที่เอสซีจีพีส่งทีมจิตอาสา Emergency Response Team (S.E.R.T.) ลงพื้นที่ช่วยเหลือชุมชน  ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มอบส่วนลดวัสดุก่อสร้างเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือนหลังน้ำลดด้วย

นายธรรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปี 2570 เอสซีจีมุ่งต่อยอดการทรานฟอร์มธุรกิจ ที่ทำมาต่อเนื่องให้เกิด ผลลัพธ์อย่างชัดเจน ปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ อาทิ การผนึก SCGC และ GC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สู่ระดับโลก โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม การขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ฐานผลิตในอาเซียน ผ่าน AI & Robotics เชื่อมั่นว่าจะช่วยให้เรารับมือกับทุกความท้าทาย และเสริมธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระยะยาว”

การดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2569 รายธุรกิจ มีดังนี้

1.) ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง สามารถรับแรงกดดัน จากความต้องการตามฤดูกาลที่ชะลอตัว และต้นทุนพลังงานผันผวน โดยการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการปรับพอร์ตสินค้า และกลยุทธ์การขายให้เหมาะสมกับตลาด

ผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจมี Adjusted Cash EBITDA 16,018 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 7%  กำไรสำหรับงวด 7,459 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 53%  ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 4,611 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 1,669 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้แก่

  • เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน รับมือราคาพลังงานสูงขึ้น ภายใต้แนวทาง One CBM สามารถเพิ่มยอดขาย ข้ามกลุ่มสินค้าเติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ช่วยลดความซ้ำซ้อน และใช้ทรัพยากรร่วมกัน ส่งผลให้ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 นอกจากนี้ ยังใช้เชื้อเพลิงทดแทน (AF) อยู่ที่ 25%-35% ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต
  • บริหารพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มตลาด ผลักดันสินค้า HVA สำหรับโครงการระดับพรีเมียม ที่ต้องการสินค้าคุณภาพ และมีความแตกต่าง ควบคู่กับสินค้า SVP ซึ่งเติบโตกว่า 20% จากไตรมาสก่อน
  • ขยายตลาดอาเซียน เสริมการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน ทำให้มีความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น

เอสซีจี เดคคอร์ Adjusted cash EBITDA ไตรมาส 3 ปี 2569 เทียบกับไตรมาสก่อนอยู่ที่ 839 ล้านบาท เติบโต 36% และมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 314 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้แก่

  • เพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนาม รองรับตลาดในประเทศและส่งออก โดยยอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน เติบโตกว่า 32% พร้อมเดินหน้าโครงการเพิ่มกำลังการผลิตที่โรงงาน Dai Loc ประมาณ 6 ล้านตารางเมตร คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2569
  • ปรับแผนเชิงรุกในไทยรับตลาดชะลอตัว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรุกสินค้าใหม่ พร้อมเพิ่มกำลัง การผลิตกระเบื้อง Stone Plastic Composite (SPC) เป็น 2 เท่า หรือ 2.88 ล้านตารางเมตรต่อปี
  • ขยายตลาดส่งออกจาก PRIME ไปยังสหรัฐฯ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขัน ด้านคุณภาพและต้นทุน ตามกลยุทธ์ Regional Optimization

2.) ธุรกิจเคมิคอลส์ หรือเอสซีจีซี ยังเผชิญแรงกดดัน จากภาวะอุปทานส่วนเกิน ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การแข่งขันด้านราคา และความผันผวนของส่วนต่างราคาสินค้า กับวัตถุดิบตั้งต้นจากราคาน้ำมัน ที่แกว่งตัวสูงขึ้นตาม ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง เอสซีจีซีจึงให้ความสำคัญกับการบริหารวัตถุดิบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจำหน่ายสินค้า HVA และการบริหารความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขัน

ผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569 Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP อยู่ที่ 14,441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสำหรับงวด 4,160 ล้านบาท ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 เอสซีจีซี มี Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP 2,756 ล้านบาท และขาดทุนสำหรับงวด อยู่ที่ 1,738 ล้านบาท เนื่องจากการหยุดเดินโรงงาน ROC เป็นการชั่วคราวและโรงงาน LSP ปรับปรุง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบอีเทน

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้แก่

  • เสริมแกร่งธุรกิจเคมิคอลส์ ผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง GC และ SCGC ผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์ และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย สู่การแข่งขันในเวทีโลก ด้วยการรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งด้านฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเครือข่ายลูกค้า และตลาดทั่วโลก คาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มุ่งสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น  สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย  พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก
  • โรงงาน ROC กลับมาเดินเครื่องโรงงานตั้งเเต่ช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 พร้อมบริหารจัดการวัตถุดิบ และวางแผนการผลิต ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของตลาด
  • โรงงาน LSP เวียดนาม มีแผนกลับมาเดินเครื่องโรงงานกลางปี 2570 เร่งเตรียมความพร้อม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และถังจัดเก็บอีเทน ซึ่งคืบหน้าเร็วกว่ากำหนด

3.) ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเสริมความสามารถในการแข่งขัน ผ่านเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้า ท่ามกลางความต้องการบรรจุภัณฑ์ ที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด

ผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจมี Adjusted Cash EBITDA 15,725 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 24%  กำไรสำหรับงวด 5,896 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 106% ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA 5,253 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 2,026 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้แก่

  • ต่อยอดการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซีย มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารต้นทุน รวมถึงบูรณาการเครือข่ายการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
  • เสริมความแข็งแกร่งในอาเซียนรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เพิ่มฐานการผลิตกระดาษ สำหรับผลิตแผ่นยิปซัม และกระดาษทำผิวกล่องลูกฟูกคุณภาพสูง รวมทั้งลงทุนในบริษัทจินจงฟา อุตสาหกรรมกระดาษ จำกัด (JZF) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายการผลิต ให้บริการลูกค้าจีนและตลาดผลไม้ส่งออก
  • ขยายโอกาสในตลาดเวียดนามและอินเดีย เสริมความแข็งแกร่งในตลาด และสร้างการเติบโต อย่างต่อเนื่อง
ผลประกอบการเอสซีจี 9 เดือน ปี 2569 แข็งแกร่ง Adjusted Cash EBITDA 57,357 ล้านบาท
ผลประกอบการเอสซีจี 9 เดือน ปี 2569 แข็งแกร่ง Adjusted Cash EBITDA 57,357 ล้านบาท
- Advertisement -