บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

Osotspa (OSP.BK/OSP TB)*

Yield น่าสนใจ และเป็นหุ้นมูลค่าที่ตลาดยังประเมินต่ำไป

Event 

ปรับเพิ่มกำไรกับราคาเป้าหมาย และประมาณการ 4Q68F 

Impact 

ประมาณการ 4Q68F – แข็งแกร่งกว่าที่เคยคาด 

กำไรของ OSP น่าจะผ่านจุดต่ำสุดใน 3Q68 ไปแล้ว และเราคาดว่ากำไร 4Q68F จะสูงกว่าประมาณการเดิม จากต้นทุนที่ลดลงและยอดขายเครื่องดื่มต่างประเทศ (IB) ฟื้นตัวดีกว่าคาด ขณะที่ วันที่ 25 ก.พ. เราคาดว่า OSP จะแจ้งกำไรสุทธิ 4Q68F ที่ 785 ล้านบาท (+12% QoQ และ +39% YoY) และกำไรหลักที่ 785 ล้านบาท (+12% QoQ และ +28% YoY) (ไม่รวมคชจ. การปรับโครงสร้างธุรกิจใน 4Q67) กำไรที่ฟื้นตัวเด่น QoQ จะมาจากปัจจัยฤดูกาลที่ดีของ IB (นำโดยเมียนมา) ยอดขายในประเทศ และบางส่วนจากธุรกิจหมวดของใช้ส่วนตัว (personal care) ส่วนกำไรดีขึ้น YoY จะมาจาก GPM ที่แข็งแกร่งและคชจ. SG&A ที่ลดลงมาก แม้รายได้จะลดลงก็ตาม ในแง่ GPM เราคาดที่ 39.6% (เทียบ 38.5% ใน 3Q68 และ 38.5% ใน 4Q67) จากส่วนผสมผลิตภัณฑ์ (product mix) ที่ดีขึ้น ขณะที่ คาดกำไรหลักปี 2568F ที่ 3.5 พันล้านบาท (+14% YoY) ส่วนตลาดในเมียนมาส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ ต.ค. 68 แต่การดำเนินงานในอินโดนีเซีย (10% ของยอดขาย) ยังซบเซาอยู่  

แรงหนุนตามฤดูกาล และ dividend yield สูงน่าสนใจ 

โดยปกติ OSP จะทำผลงานได้โดดเด่นช่วง 1H จากปัจจัยฤดูกาลที่ดีของ IB และอุปสงค์ช่วงหน้าร้อนสูง ขณะที่ วัฏจักรดอกเบี้ยเป็นขาลง OSP น่าจะให้ dividend yield สูงน่าสนใจราว 6–7% จากส่วนต่างผลตอบแทน (yield gap) ที่กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรไทยและสหรัฐที่ลดลง ด้วย CAPEX ต่ำ, งบดุลสถานะเงินสดและนโยบายเน้นจ่ายเงินปันผลสูง (payout เฉลี่ยราว 150% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา) OSP จึงเป็นหุ้น defensive income ที่มีการเติบโตของ EPS อย่างค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งล่าสุด ESG rating ถูกปรับขึ้นเป็นระดับ AAA (จาก AA) และคาด DPS 2H68F ที่ 0.60 บาท (คิดเป็น 3.5% yield) ช่วยหนุนเหตุผลหลักของการลงทุน 

มาร์จิ้นระยะสั้นยังน่าวางใจ แต่ความเสี่ยงด้านต้นทุนในระยะยาวเริ่มปรากฏ 

เราคาดว่าตลาดจะเบาใจกับแนวโน้มมาร์จิ้นของ OSP ใน 1H69F มากขึ้นจากราคาลูมิเนียมที่สูงขึ้น (สัดส่วน <10% ของ COGS) น่าจะกระทบจำกัดจากการล็อกปริมาณจัดซื้อใกล้จุดต่ำสุดใน เม.ย. 68 ควบคู่กับราคาน้ำตาลที่ลดลง (4% ของ COGS) และการแข็งค่าของเงินบาทช่วยหนุน อย่างไรก็ดี แรงกดดันมาร์จิ้นอาจกลับมาใน 2H69F จากการขาดการ hedge ต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉลี่ยราคาลูมิเนียมปี 2568 สูงขึ้น 8% YoY แต่พุ่งขึ้น 33% จากจุดต่ำสุด เม.ย. 68 ที่ US$2,349/ton มาอยู่ที่ราว US$3,100/ton ใน ม.ค. 69 จากอุปทานตึงตัวและกำแพงภาษี การวิเคราะห์ของเราชี้ว่าราคาลูมิเนียมที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ US$500/ton จะทำให้กำไรสุทธิปี 2569F ลดลงราว 9% 

Valuation & action 

เราปรับเพิ่มคำแนะนำ OSP ขึ้นเป็น “ซื้อ” จากถือ และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นที่ 20.00 บาท จากเดิม 17.00 บาท อิงจาก PE ที่ 16x (จาก 14x) ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย -1.5SD และปรับเพิ่มกำไรปี 2568–70F ขึ้นราว 1–5% คชจ. SG&A ที่ลดลง ประมาณการของเรายังสูงกว่า consensus ราว 3–4% โดยคงสมมติฐานรายได้ปี 2569F เติบโต ราว +2% YoY (ต่ำกว่า guidance ที่ +5%) กับ upside อาจมาจากยอดขายหมวดของใช้ส่วนตัวในจีนดีขึ้น ทั้งนี้ หุ้นยังมี valuation ไม่แพงและ dividend yield สูงน่าสนใจราว 6% 

Risks 

การแข่งขันเข้มข้น, เศรษฐกิจชะลอตัว, พฤติกรรมผู้บริโภคและต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป

- Advertisement -