บล.ฟินันเซีย ไซรัส:
STARFLEX (SFLEX TB)
กำไรมีเสถียรภาพ พร้อมเงินปันผลสูง
- กำไรระยะสั้นปรับดีขึ้น โดยคาดกำไร 4Q25 เติบโต q-q จากรายได้ที่ยังแข็งแกร่งและส่วนแบ่งกำไรจาก Starprint Vietnam ที่ดี
- การเติบโตระยะกลางกลับสู่ระดับปกติจากการแข่งขันสูงและอัพไซด์ของอัตรากำไรที่จำกัด
- Defensive และ Dividend yield น่าสนใจ เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 3.70 บาท
คาดกำไร 4Q25 เติบโต q-q ตามทิศทางของรายได้ในช่วงฤดูกาล
แนวโน้มกำไรใน 4Q25 ดูดีกว่าที่เราประเมินก่อนหน้านี้ จากทั้งรายได้ที่ยังรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ และผลประกอบการของบริษัทร่วม Starprint Vietnam ที่น่าจะทรงตัวในระดับสูงตามฤดูกาล โดยเราคาด SFLEX มีกำไรสุทธิ 66.9 ล้านบาท +7.1% q-q ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ใกล้เคียงเดิม แต่ -12.6% y-y เนื่องจากค่าใช้จ่ายบริหารใน 4Q24 ต่ำกว่าปกติจากการกลับสำรองการด้อยค่าของสินค้าคงคลัง
ปรับประมาณการกำไรปี 2025 ขึ้น แต่กำไรยังลดจากปีก่อนเพราะบริษัทร่วม
จากกำไร 4Q25 ที่ดูดีกว่าที่เราเคยประเมิน ทำให้กำไรสุทธิทั้งปี 2025 สูงกว่าเดิมที่คาดเล็กน้อย 2.2% ถึงอย่างนั้นก็ตาม เราคาดกำไรสุทธิทั้งปีลดลง 11.8% y-y เป็น 247.7 ล้านบาท เนื่องจาก 1) ค่าใช้จ่ายในการทำ CSR เพิ่มขึ้น และ 2) ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง 28.7% y-y จากค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าเงินดองเวียดนาม และรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัท Starunion Packaging (SFLEX ถือ 50.0%) เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน
ปรับประมาณการกำไรปี 2026–27 ขึ้น คาดกำไรปี 2026 ค่อนข้างทรงตัว
เราปรับประมาณการกำไรปกติปี 2026–27 ขึ้นเล็กน้อย 2.7% และ 6.1% โดยหลักมาจากการปรับเพิ่มรายได้เพราะแนวโน้มการจับจ่ายสินค้าอุปโภคที่จำเป็นยังคงขยายตัว และปรับลดส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมเล็กน้อย ภายหลังการปรับประมาณการ เราคาดรายได้ปี 2026 ยังคงเติบโต 4.4% y-y สอดคล้องกับการขยายตัวของการบริโภคในประเทศและภาคท่องเที่ยว แต่การแข่งขันที่สูง การเจรจาต่อรองจากลูกค้าเป็นระยะ ขณะที่บริษัทคุมต้นทุนและรายจ่ายเข้มข้นมาแล้วกว่า 1 ปี และได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI จากการลงทุนพัฒนาชุมชน ทำให้อัตราภาษีจ่ายเหลือเพียง 0–1.5% จึงทำให้เราคาดกำไรปกติปี 2026 ทำได้เพียงทรงตัว
แนวโน้มมีเสถียรภาพ ให้เงินปันผลสูง คงคำแนะนำซื้อ
SFLEX ผ่านการเติบโตสูงไปแล้วในปี 2023–24 (+231% / +53%) การเติบโตในระยะ 1–2 ปีข้างหน้าคาดกลับสู่ระดับปกติใกล้เคียงการเติบโตของการบริโภคในประเทศ แต่ธุรกิจมีความมั่นคง ความเสี่ยงต่ำ และบริษัทยังเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลเป็นประมาณ 80% ของกำไร (1H25) ทำให้ dividend yield สูงราว 7% ต่อปี จึงคงคำแนะนำซื้อ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 3.70 บาท (อิง 2026E P/E เดิมที่ 12x)







