แนวโน้มตลาดหุ้น ธีมการลงทุน และปัจจัยสำคัญ (รักพงศ์ ไชยศุภรากุล, IAA เลขทะเบียนฯ: 19838)

ฟื้นตัวต่อ… ปัจจัยต่างประเทศผ่อนคลายลง

เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวค่อนข้างแรง (ใกล้เคียงที่คาด)… ดัชนีฯ ปิดบวก 1.32% หนุนโดย i) ความชัดเจนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ หลังจาก ธ.กลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ย FFR เป็น 4.00% และส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อในการประชุมเดือน ธ.ค. 2569 ในประเด็นนี้ ตลาดย่อยข่าวและรับรู้ได้เร็วมาก ส่งผลให้มีแรงซื้อกลับในสินทรัพย์เสี่ยง ii) หุ้นใหญ่สุดในตลาดฯ ได้แก่ DELTA* เด้ง 3.00% หนุนดัชนีฯ 6.86 จุด หลังจากราคาหุ้นรับรู้ข่าวลบระยะสั้นจากความกังวล AI safety และการออกหุ้นกู้แปลงสภาพ

ฝ่ายวิจัยฯ ประเมิน SET Index วันศุกร์ แกว่งขึ้นต่อ… ปัจจัยการลงทุนในวันนี้ ได้แก่ i) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวต่อ หลังจากนักลงทุนรับรู้ประเด็นดอกเบี้ยเฟดไปมาก ผนวกกับความกังวลต่อปัญหาอุปทานน้ำมันดิบลดลงน้อยลง หลังจากซาอุฯ ให้รายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับแผนการขนส่งน้ำมันดิบไปยังโรงกลั่นในเอเชียผ่านประเทศโอมาน โดยเป็นการขนส่งแบบเรือต่อเรือ (ship-to-ship transfer) นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้า ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดหารือกับผู้นำ 6 ชาติอาหรับ เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับสงครามตะวันออกกลาง

ด้านปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุน… คณะกรรมการกลั่นกรองฯ เห็นชอบต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสอีก 2 เดือน (ต.ค. – พ.ย. 2569) และตัดสินใจคงสัดส่วน 60:40 แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะให้ใช้จ่ายเดือนละ 2 พันบาทเท่าเดิมหรือไม่ โดยเตรียมเสนอที่ประชุม ครม. 22 ก.ย. นี้

หุ้นเด่นเชิงกลยุทธ์ (สุโชติ ถิรวรรณรัตน์, IAA เลขทะเบียนฯ: 28668)

หุ้นกำไร 3Q69 ดี ITC (หุ้นส่งออก), BDMS / หุ้น Laggard CPN

ITC (เป้าพื้นฐาน 21 บาท) 1) ประเมินแนวโน้มกำไร 3Q – 4Q โตรับ High season + Trend อาหารสัตว์เลี้ยง ฝ่ายวิจัยฯ Initiate coverage หุ้น ITC โดยประเมินแนวโน้มกำไรจะโตเด่นต่อเนื่องจากทั้งอาหารสัตว์เลี้ยง และการเพิ่มพอร์ตสินค้า High margin ทั้งขนมสัตว์เลี้ยง รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมี่ยม และคาดแนวโน้มกำไร 2H69 จะโต HoH จากการเข้า High season และการทยอยปรับราคาขายตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 2) Valuation ยังมี UpsideForward PE 15.4 เท่า (ใกล้ค่าเฉลี่ยที่ 16 เท่า) และคาดปันผลสำหรับ 2H69 = 0.43 บาท (Yield 2.4%) และคาด Dividend yield ปีหน้า 5.9% 3) ประเมินราคาหุ้น Rebound จากค่าเฉลี่ย 200 วัน ประเมินแนวรับ 17.3 บาท และ 17.5 บาท / แนวต้าน 18.3 – 19.2 บาท (Stop loss 16.6 บาท)

BDMS (เป้าพื้นฐาน 23.5 บาท)* 1) ประเมินแนวโน้มกำไร 3Q – 4Q ฟื้นตัวเด่น ฝ่ายวิจัยฯ คาดแนวโน้มกำไร 3Q69 จะโต YoY QoQ หลังรายได้เดือน ก.ค. – ส.ค. โต 8-10% YoY โดยคาดการฟื้นตัวของผู้ป่วยทั้งต่างชาติและไทยหนุนผลการดำเนินงานในช่วง High season 2) Valuation ยังต่ำเทียบในอดีต PBV 3.11 เท่า (-1.5 SD จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) Dividend yield ปี 2569-70 ปีละ 3.8% – 4.1% 3) ประเมินราคาหุ้นแกว่งตัว Sideway up จากกรอบแนวรับ ประเมินแนวรับ 19.9 บาท / แนวต้าน 20.3 – 20.7 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไปกรอบ Uptrend line channel +/-21.4 บาท (Stop loss 19.7 บาท)

CPN (เป้าพื้นฐาน 82 บาท)* 1) ประเมินราคาหุ้นพักฐาน Laggard ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว เราประเมินแนวโน้มกำไรจะกลับมาโตแรงใน 4Q69 ทั้งผลจาก High season และการโอนโครงการคอนโดฯที่สร้างเสร็จ นอกจากนี้เราประเมินความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวดีต่อเนื่อง + การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะหนุน Upside ของประมาณการฯ … วันนี้มีข่าวกลุ่มเซ็นทรัลอัดงบลงทุนเวียดนาม 1.16 แสนล้านบาท 2) Valuation ยังมี Upside Forward PE 14 เท่า (-1 SD) Dividend yield ปีนี้ 3.9% 3) ราคาหุ้นพักฐานลงมาบริเวณค่าเฉลี่ย 200 วัน คาดหวังการ Rebound ประเมินแนวรับ 63 บาท / แนวต้าน 64.5 – 65.25 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ +/- 67 บาท (Stop loss 61.5 บาท)

หุ้นมีข่าว

(-) DSI รับ BCPG คดีพิเศษ ซื้อคลังน้ำมันแพงเกิน! (ข่าวหุ้น)* ‘ดีเอสไอ’ รับคดี BCPG* ซื้อคลังน้ำมัน มูลค่า 9,000 ล้านบาท “เป็นคดีพิเศษ” หลังถูกร้องซื้อแพงเกินจริง ตั้งข้อสังเกต ผู้บริหารระดับสูงกลุ่มบางจาก ส่อมีผลประโยชน์ทับซ้อน ล่าสุดดีเอสไอ ส่งหนังสือเรียกเอกสารธุรกรรมทั้งหมดจาก BCPG* กำหนดเส้นตายภายใน 1 ต.ค.69

(+) ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ปักหมุดเวียดนาม ทุ่ม 1.16 แสนล้าน ขยาย 3 ธุรกิจ (ข่าวหุ้น) “กลุ่มเซ็นทรัล” เดินหน้าลุยตลาดเวียดนามรับ GDP โตแรง 8-10% ต่อปี อัดงบลงทุนรวม 1.16 แสนล้านบาท ขยาย 3 กลุ่มธุรกิจ เร่งเพิ่มสาขาค้าปลีก-พัฒนาศูนย์การค้า-เปิดโรงแรมใหม่ เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจรองรับการเติบโตระยะยาว

(+) คนต. เเคาะกรุงไทยเป็นศูนย์ CCH เดินหน้าระบบตั๋วร่วม 17-45 บาท (ข่าวหุ้น) “คณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วม” เคาะ “กรุงไทย” เป็นศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางบริหาร CCH ขับเคลื่อนตั๋วร่วมค่าโดยสาร 17-45 บาท ขณะที่ BTS* พร้อมร่วมมือปรับระบบรถไฟฟ้าสายสีเขียว-สีทอง รองรับบัตร EMV แต่ยอมรับต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี

(+) KGEN รับ RWI เสริมแกร่ง ยอดขายปลายปีจ่อสนั่น (ทันหุ้น) KGEN รับผนึก RWI พันธมิตรไทยรายแรก เสริมห่วงโซ่อุปทาน EV รับนโยบาย Local Content ชี้ยอดขายพุ่ง ดันบริษัทเร่งผลิตต่อเนื่องรับสิ้นปี ผลิตแตะ 40,000 คัน เตรียมจัดใหญ่กวาดยอดงานมอเตอร์โชว์ปลายปีนี้ พร้อมเดินหน้าดีลองค์กรรัฐ-เอกชนขยายฟลีตรถอีวีย้ำจุดยืนต้องเป็นประโยชน์ต่อชุมชน

(-) ราคาหุ้น AAV ปรับตัวลงรุนแรงวันนี้ (17 ก.ย.69)* เนื่องจากมีความกังวลต่อแอร์เอเชียมาเลเซียที่มีฐานะการเงินอ่อนแอลงตามที่นำเสนอเมื่อวานนี้ ความเห็น: เราเห็นว่า ข่าวแอร์เอเชียมาเลเซียยังคงสร้างความเป็นลบต่อราคาหุ้นในขณะนี้ เนื่องจากกังวลว่า สภาพคล่องทางการเงินที่อ่อนแอลงของแอร์เอเชียมาเลเซีย จะทำให้ความเสี่ยงของค่าตั๋วคงค้างที่แอร์เอเชียมาเลเซียมีอยู่กับ AAV ราว 1 หมื่นล้านบาทจะมีปัญหาไม่ได้รับเงินไม่ครบตามมา ทั้งนี้ ค่าตั๋วโดยสารบางส่วนที่มีการจำหน่ายจะเข้าไปอยู่ที่แอร์เอเชียมาเลเซีย ก่อนที่แอร์เอเชียมาเลเซียจะจัดสรรออกมาให้กับบริษัทในประเทศต่างๆ… เรายังคงไม่ให้น้ำหนักต่อการลงทุนในหุ้น AAV เนื่องจากยังมองภาพขาดทุนต่อเนื่องในงวด 3Q69F ก่อนที่จะเริ่มพลิกฟื้นในงวด 4Q69F และต่อเนื่องในปี 2570F ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนชะลอดูสถานการณ์ระยะสั้นในหุ้น AAV ทั้งนี้ เราให้คำแนะนำ “ถือ” ในช่วงที่ผ่านมา โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2570F ไว้ที่ 1.10 บาท

(+) SCC ประกาศกลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์ระยอง (ROC) ตั้งแต่ 17 ก.ย. 2569* หลังจาก shutdown ไปตั้งแต่ 10 มี.ค. 2569 (6 เดือน) จากสงคราม US-Iran (SET) ความเห็น: เรามองเป็นบวกต่อผลการดำเนินงานและคาด surprise ต่อกำไรตลาดในเชิงบวก โดย ROC จะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรสายโอเลฟินส์ ในช่วงที่ MOC จะเข้าสู่ช่วง maintenance shutdown ใน 4Q69 จากการสอบถามบริษัท คาดว่าจะเป็นการเดินเครื่องได้ต่อเนื่องในระยะสั้นถึงกลาง เนื่องจากปัจจุบันหาแนฟทาได้ตามต้องการมากขึ้น

หุ้นที่เคยแนะนำก่อนหน้า

  • โรงไฟฟ้า + Data center: EPG* (Stop loss 5.85 บาท) ASEFA (Stop loss 6.0 บาท) WHA* (Stop loss 4.64 บาท) STECON* (Stop loss 17.6 บาท) DELTA* (Stop loss 232 บาท)
  • พลังงานและปิโตรเคมี: PTTGC* (Trailing stop 47 บาท) BBGI (Stop loss 6.2 บาท)
  • สินค้าโภคภัณฑ์: GFPT* (Trailing stop 10.3 บาท)
  • หุ้น Defensive yield: KTB* (Stop loss 43.5 บาท … XD 0.48 บาท/หุ้น วันที่ 22 ก.ย.) KKP* (Stop loss 112 บาท)
  • กำไร 3Q69 – 4Q69 เด่น: SCGP* (Stop loss 29 บาท) BCH* (Stop loss 11 บาท)
Report ตามปัจจัยพื้นฐานวันนี้
  • ITC แนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 21 บาท ฝ่ายวิจัยฯ Initiate coverage หุ้น ITC ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 21 บาท (อิง PE 17 เท่า) โดยประเมินการขยายธุรกิจเข้าสู่ขนมสัตว์เลี้ยงและธุรกิจ C&P รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมี่ยม จะหนุนกำไรให้เติบโตระยะยาว คาดกำไรโต 11% CAGR (2568-71) และคาด Dividend yield ปี 2569 – 70 ปีละ 5.5% – 5.9% ตามลำดับ
  • กลุ่มเครื่องดื่ม น้ำหนักลงทุน “มากกว่าตลาดฯ” ฝ่ายวิจัยฯปรับน้ำหนักลงทุนหุ้นในกลุ่มฯขึ้นเป็น “มากกว่าตลาดฯ” (เดิม “เท่ากับตลาดฯ”) โดยประเมินราคาหุ้นในกลุ่มฯที่พักฐานในช่วงที่ผ่านมาเป็นโอกาสในการซื้อสะสมอีกครั้ง คาดแนวโน้มกำไรจะเริ่มฟื้นตัวใน 4Q69 รวมถึง Upside จากภาวะ El Niño ที่จะช่วยหนุนยอดขายเครื่องดื่ม หุ้นเด่นเลือก CBG* (เป้าพื้นฐาน 65 บาท)

หมายเหตุ: 1. *บริษัทอาจเป็นผู้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์บนหลักทรัพย์นี้ / 2. เป้าพื้นฐาน หมายถึง ราคาเป้าหมายเชิงพื้นฐาน (Forecasted 12M Target price) ที่อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานฉบับล่าสุดของฝ่ายวิจัยฯ / 3. เป้า Consensus หมายถึง ค่าเฉลี่ยของราคาเป้าหมายเชิงพื้นฐานที่จัดทำโดย Bloomberg consensus หรือ IAA Consensus

- Advertisement -