บล.เคทีบีเอสที :
ประกาศสั่งปิดแคมป์คนงาน และให้หยุดงานก่อสร้างในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล อย่างน้อย 30 วัน

News Flash
ปิดแคมป์คนงานและหยุดงานก่อสร้างในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล อย่างน้อย 30 วัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ ได้แก่ การให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตพื้นที่ กทม. และปริมณฑล พิจารณาออกคำสั่งปิดสถานที่ก่อสร้าง หรือพื้นที่ดำเนินการก่อสร้าง และคำสั่งปิดแคมป์คนงานทั้งภายในและนอกสถานที่ก่อสร้าง รวมทั้งมีคำสั่งให้หยุดงานก่อสร้าง และห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 30 วัน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. เป็นต้นไป (ที่มา: อินโฟเควสท์)

Implication
เรามีมุมมองเป็นลบต่อกลุ่ม Construction Services เราประเมินเบื้องต้น กรณีงานก่อสร้างในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลต้องหยุดเป็นการชั่วคราว 30 วัน จะกระทบประมาณการกำไรสุทธิปี 2021E โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ SEAFCO -8%, CK -6%, PYLON -6%, STEC -4%, และ RT -2% เนื่องจาก SEAFCO, CK, และ PYLON ปัจจุบันมีสัดส่วน backlog ในพื้นที่ดังกล่าวมากกว่า 90% ขณะที่ STEC มีราว 50% และ RT เพียง 25%

อย่างไรก็ตาม เราคาดภาครัฐจะมีมาตรการเยียวยาชดเชย เช่น การชดเชยแรงงาน รวมถึงการขยายเวลาการก่อสร้างในภายหลัง ขณะที่เรามองว่าการหยุดงานก่อสร้างเป็นปัจจัยชั่วคราวและเป็นเพียงการเลื่อนรับรู้รายได้ และคาดว่าสถานการณ์ COVID-19 จะทยอยคลี่คลายขึ้นใน 2H21E ตามการเร่งฉีดวัคซีนในประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง โดยเราคาดปัจจัยดังกล่าวจะเป็น sentiment เชิงลบต่อราคาหุ้นในระยะสั้น ทั้งนี้ เราคงน้ำหนัก “Overweight” กลุ่ม Construction Services

สำหรับ Top pick ได้แก่ CK (ซื้อ/เป้า 24.00 บาท) แม้ธุรกิจก่อสร้างของบริษัทมีปัจจัยกดดันระยะสั้นจากคำสั่งหยุดงานก่อสร้างชั่วคราว แต่เรายังเชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานโดยรวมปี 2021E จะยังเห็นการฟื้นตัวสูง โดยได้ปัจจัยหนุนหลักจากบริษัทร่วม CKP ขณะที่เรามองว่าบริษัทเป็นตัวเก็งอันดับต้นในการประมูลสายสีม่วงใต้ ซึ่งคาดจะเริ่มเปิดขายซองในเดือน ก.ค. นี้

กลุ่ม Property เรายังมองเป็นลบ เนื่องจากจะทำให้การก่อสร้างเกิดความล่าช้า ทั้งในส่วนของบ้านแนวราบ และคอนโด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน กทม.และปริมณฑลเป็นหลัก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนรายได้จากคอนโดมากและมีการโอนใน 2H21E ที่อาจได้รับผลกระทบมากสุดหากการก่อสร้างช้ากว่าแผน ได้แก่ ORI, PSH, SPALI และ LPN ตามลำดับ (Fig.2)

ส่วน ANAN และ QH ไม่มีคอนโดใหม่แล้วเสร็จในปีนี้ ทั้งนี้ เราประเมินว่าหากต้องหยุดก่อสร้างราว 30 วัน ผลกระทบจะไม่มาก และเชื่อว่าส่วนใหญ่จะยังโอนได้ตามแผน แต่หากมีการหยุดก่อสร้างนานออกไปอาจกระทบต่อการโอนในปี 2021E-22E ได้ สำหรับโครงการแนวราบระยะสั้นอาจได้รับผลกระทบบ้าง ซึ่งหากหยุดก่อสร้างราว 30 วัน จะกระทบไม่มาก เนื่องจากมีโอกาสกลับมาเร่งก่อสร้างชดเชยได้ทัน แต่หากมีการหยุดก่อสร้างนานออกไป จะเริ่มมีผลกระทบต่อการโอนโครงการแนวราบในปีนี้ได้ โดยผู้ประกอบการที่มีรายได้จากแนวราบมากสุด ได้แก่ QH, PSH, SPALI ตามลำดับ

ดังนั้น สำหรับกลุ่ม property ปัจจัยดังกล่าวจะเป็น sentiment เชิงลบต่อราคาหุ้นในระยะสั้น เรายังให้น้ำหนักการลงทุนเป็น neutral สำหรับหุ้น top pick ได้แก่ ORI (ซื้อ/เป้า 13.00 บาท) และ SPALI (ซื้อ/เป้า 25.00 บาท) จากกำไรปี 2021E ที่จะเติบโตโดดเด่นสุด โดยมีจุดเด่นจาก backlog ที่สูง และเรายังเชื่อว่าจะยังโอนโครงการปีนี้ได้ตามเป้าหมาย

- Advertisement -