🧠 Big Idea
ในประเทศไทย ในบรรดากลุ่มธุรกิจกงสี หรือธุรกิจครอบครัวรายใหญ่ ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่มักเป็นตระกูลที่สืบทอดกิจการมาหลายรุ่น แต่ละกลุ่มก็มีอาณาจักรของตัวเอง วันนี้โลกเปลี่ยนไป กลุ่มคนเหล่านี้ ก็เปลี่ยนด้วยเช่นเดียวกัน ล่าสุด “กลุ่มเซ็นทรัล” (Central Group) หรือ “ตระกูลจิราธิวัฒน์” ผู้นำด้านธุรกิจห้างสรรพสินค้า อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโรงแรม และร้านอาหาร เป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างกงสีที่แข็งแรง มี ธรรมนูญครอบครัว ที่ชัดเจนในการบริหารจัดการทายาท
หากยังจำได้ CPN ซึ่งอยู่ในตลาดหุ้น และเติบโตมาโดยตลอด โดยใช้ตลาดทุนในการขยายกิจการ โดยเฉพาะแบรนด์อย่าง “ห้างเซ็นทรัลพลาซ่า” (CentralPlaza) คือแบรนด์ศูนย์การค้า ทำการ “รีแบรนด์ครั้งใหญ่” ปรับภาพลักษณ์ใหม่ ให้ทันสมัย หลายสาขากำลังปรับโฉมใหม่ (Major Transformation) เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ เช่น เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า-เซ็นทรัล บางนา-เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต หรือล่าสุด “เซ็นทรัล พาร์ค” (Central Park) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Central Park Bangkok (ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค) มีแผนจะเปิดให้บริการในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 หลังเปิดเฟสแรกไปเมื่อเดือนกันยายน 2568
ล่าสุด “กลุ่มเซ็นทรัล” มี Big Idea คือ ทำ “แพลตฟอร์มเชื่อมโลก วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งไม่ใช่แค่ค้าปลีก แต่เป็น Experience + Cultural Economy Driver ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ
1) ดัน “Soft Power ไทย” สู่เวทีโลก ผ่านการจัดงานระดับโลก เช่น Amazing Thailand Fest (Berlin – KaDeWe) ร่วมโปรเจกต์ศิลปะโลก เช่น KAWS: HOLIDAY THAILAND เพื่อประชาสัมพันธ์ อาหารไทย / วัฒนธรรม / Wellness เป้าหมายคือ “สร้างไทย สู่ Cultural Destination ระดับโลก”
2) สร้าง “Experience Economy” เปลี่ยนห้าง ไปสู้ Tourism Magnet โดยจัด Event ใหญ่ทั่วประเทศ เช่น Summer Fest (งบ 600 ลบ. / 1,000+ อีเวนต์) Pride Month (39 สาขา / 1.3 ล้านคน) Retail + Art + Music + Festival เป้าหมายเพื่อดึงคน เพิ่ม Traffic กระตุ้นใช้จ่าย
3) เชื่อมธุรกิจสู่ “Ecosystem” ใช้ทุกธุรกิจร่วมกัน คือ ห้าง + ศูนย์การค้า + โรงแรม + พันธมิตรระดับโลก โรงแรม Centara = Cultural Experience Retail → Tourism → Lifestyle ครบวงจร เป้าหมาย คือ สร้าง Ecosystem ครบวงจร (กิน-เที่ยว-ช้อป-พัก)
ทั้งหมดนี้ นอกจากเป็นการสร้างโอกาสให้กับเศรษฐกิจไทย ยังจะมีส่วนช่วยสนับสนุน ศิลปิน (Decentral / Grants) ชุมชน (จริงใจ มาหา…นคร) SME (LEAD Program → 240 แบรนด์ / 3,800 ลบ.) ดันสินค้า Local ให้ก้าวขึ้นไปสู่ระดับสากล เป้าหมาย Creative Economy ที่เติบโตจริง นั่นหมายความว่า จากนี้ไป Central จะไม่ได้ขายของ แต่กำลังจะขาย “ประสบการณ์ + วัฒนธรรม” และสร้าง “Platform เชื่อมโลก” เพื่อเปลี่ยน Traffic → Tourism → GDP ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์
คำถามคือ ทั้งหมดที่กล่าว มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงหรือ โดยจะแยกออกให้เห็นเป็น 4 มิติ คือ
1) ความเป็นไปได้เชิง “โมเดลธุรกิจ” “กลุ่มเซ็นทรัล” ทำได้ เพราะมี “Asset ครบวงจร” ที่คู่แข่งไม่มี นั่นคือ
CPN → ห้าง / mall (Traffic hub)
CRC → Retail ecosystem
CENTEL → โรงแรม / tourism
Global asset (เช่น KaDeWe)
👉 นี่คือโครงสร้างของ “Platform” จริง ไม่ใช่แค่ “เรื่องเล่าสู่กันฟัง” และ “กลุ่มเซ็นทรัล” ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ “ต่อยอดจากของที่มีอยู่แล้ว”
2) เทรนด์โลก “เอื้อหรือไม่” เป็น Mega Trend ได้หรือเปล่า แยกออกให้เห็นภาพ คือ
Experience Economy (คนซื้อ “ประสบการณ์” มากกว่าสินค้า)
Cultural Tourism (Soft Power)
Fandom / Event-driven spending
Urban Lifestyle Destination
👉 ตัวอย่างที่มีให้เห็นคือ
Dubai Mall = Shopping + Tourism
Harrods / KaDeWe = Luxury Experience
K11 (Hong Kong) = Art + Retail
ว่ากันง่ายๆ คือ “กลุ่มเซ็นทรัล” เดินตามเทรนด์ของโลก
3) ความสามารถในการ “ทำเงินจริง” แม้วันนี้อาจจะสรุปไม่ได้ชัดเจน แต่โดยเหตุผล
Event = เพิ่ม Foot traffic → เพิ่มยอดขาย tenant
Tourism = ดึงต่างชาติ → basket size สูง
Ecosystem = cross-sell (กิน-เที่ยว-ช้อป)
– เพียงแต่ การจัดงาน Event ต้อใช้เงินทุนสูง (เช่น 600 ลบ.)
– ROI วัดยาก (branding vs revenue)
– Margin ไม่ได้ scale เท่าธุรกิจ pure retail
คือ โมเดลนี้ “โตได้” แต่ไม่ใช่ margin monster
4) ความเสี่ยง Execution หลักๆ คือ ต้องทำ event จำนวนมาก แต่ “ไม่สร้าง repeat behavior” Soft power ไทยยังไม่ global เท่า K-pop / Japan ที่พึ่งพา tourism สูง → sensitive ต่อเศรษฐกิจโลก ต้อง maintain “คุณภาพ experience” ตลอด แต่ถ้าทำได้แค่ “event marketing” → fail ต้องดันให้สุดไปถึง “destination ecosystem” → ถึงจะ win ถึงแม้ “ไอเดียถูกทาง แต่เกมนี้วัดกันที่ Execution” ถ้าทำได้ถึงระดับ “Destination ระดับโลก” → Upside ใหญ่มาก แต่ถ้าอยู่แค่ “จัดอีเวนต์เก่ง” → มูลค่าเพิ่มจึงจำกัด
Key Insight (สำคัญที่สุด)
Central กำลังเปลี่ยนจาก “Landlord (ปล่อยเช่าพื้นที่)” เป็น “Experience Platform (สร้าง demand เอง)”
🟢 Bull Case
กลายเป็น “Thailand Tourism Gateway”
Traffic โต → ค่าเช่า + Retail sales โต
Monetize ได้ทั้ง offline + brand + ecosystem
🔴 Bear Case
กลายเป็น “Event organizer ราคาแพง”
ROI ต่ำ / ไม่ scalable
ลูกค้าไม่กลับมา (no stickiness)
🎯 บทสรุปคือ
“ไอเดียถูกทาง แต่เกมนี้วัดกันที่ Execution” ถ้าทำได้ถึงระดับ “Destination ระดับโลก” จะเปิด Upside ใหญ่มาก แต่ถ้าอยู่แค่ “จัดอีเวนต์เก่ง” มูลค่าเพิ่ม ก็จะมีจำนวนจำกัด
คำถามคือ… ใครได้ประโยชน์มากสุด?
🥇 CPN (Central Pattana) → ได้ประโยชน์มากสุด
เพราะ CPN คือ “เจ้าของ Platform จริง” รายได้หลัก จะมาจากค่าเช่า + traffic Big Idea นี้ คือสร้างคนเข้าห้าง Event / Festival / Culture → คนมา = Tenant ขายดี
CPN ขึ้นค่าเช่าได้ + occupancy สูงขึ้น Impact ตรงมาก Foot traffic เพิ่มขึ้น Sales/ตร.ม. ก็เพิ่มขึ้น Rent renewal เพิ่ม Asset value เพิ่ม
โดยสรุป คือ CPN = “คนเก็บค่าผ่านทาง (Toll Booth)” ใครเข้ามาใน ecosystem นี้ CPN จะได้เงินก่อน
🥈 CENTEL (Centara Hotels) → ได้รองลงมา เพราะ เน้น Tourism + Experience โรงแรมได้รับผลเต็มจาก “นักท่องเที่ยวเพิ่ม” ผ่าน Event / Soft power ดึงต่างชาติ เพิ่ม occupancy ADR (ราคาห้อง) เพิ่มขึ้น Impact คือ RevPAR ↑ (ตัวสำคัญสุดของโรงแรม) Cross-sell (กิน/เที่ยวใน ecosystem) แต่ในส่วนนี้ จะผันผวนตามเศรษฐกิจโลก + seasonality ซึ่ง CENTEL = “ตัวกินผลจาก demand” แต่ไม่ได้ควบคุม demand
🥉 CRC (Central Retail) → ได้ประโยชน์น้อยสุด เพราะอยู่ในส่วนของ “ร้านค้า” (dependent player) ได้อานิสงส์จาก traffic เพิ่ม แต่ Margin ไม่ได้เพิ่มตาม traffic มากนัก เพราะต้องแข่งขัน + ทำโปรโมชั่นเอง ในแง่ Impact จะได้ Same-store sales เพิ่มขึ้น (บางช่วง) แต่ margin ยังถูกกดจากการแข่งขัน เพราะ CRC คือ “ผู้เช่าพื้นที่”
ได้ประโยชน์ก็จริง แต่ “ไม่ใช่เจ้าของเกม”
🎯 Final Verdict
CPN คือ “ตัวชนะเชิงโครงสร้าง”
CENTEL คือ “ตัวเร่งกำไร”
CRC คือ “ตัวตาม”
ธณพงศ์ มีทอง เรียบเรียง










