KKP โชว์กำไรไตรมาส 1 ปี 2569 พุ่งแรง 84.2% รายได้ค่าธรรมเนียมหนุน-ขาดทุนรถยึดลดลง
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิรวม 1,955 ล้านบาท เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 84.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 1,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.2% จากงวดเดียวกันของปีก่อนโดยหลักเกิดจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานในส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย การปรับลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึด และการปรับลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สะท้อนความสามารถในการกระจายรายได้ในระดับที่ดี รวมถึงสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับกำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/2569 โดยหลักเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.7 หากเทียบกับไตรมาส 1/2568 โดยยังคงเป็นการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 จากการเติบโตของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน รายได้ค่านายหน้าขายประกัน และการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนตามภาวะตลาด โดยบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร ยังคงมีส่วนแบ่งตลาด1 ในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นอันดับที่ 1 อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสามารถช่วยชดเชยผลกระทบที่เกิดจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลงร้อยละ 5.2 ตามกลยุทธ์ของธนาคารในการมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่มีคุณภาพสูง ในขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสำหรับไตรมาส 1/2569 อยู่ในระดับทรงตัวหากเทียบกับไตรมาส 1/2568 จากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ทางด้านปริมาณสินเชื่อโดยรวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 จากสิ้นปี 2568 ตามมาตรการของธนาคารในการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวังไปในประเภทที่มีผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีคุณภาพสูง ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดีต่อเนื่อง โดยปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับตัวลดลง ในขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม2 สำหรับไตรมาส 1/2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.1 ในส่วนของผลขาดทุนจากการขายรถยึดยังคงปรับลดลงตามสถานการณ์รถยึดที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน อย่างไรก็ตามในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 ธนาคารได้เริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวลดลงเล็กน้อยของราคารถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งธนาคารจะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป ทั้งนี้ธนาคารยังคงดำเนินการอย่างระมัดระวังในการพิจารณาตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม โดยมีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 1/2569 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 961 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ได้รวมการพิจารณาตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพิ่มเติมเพื่อเป็นการรองรับความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและอาจมีผลต่อคุณภาพสินเชื่อในระยะต่อไป









