TFM ชู “Efficiency–Low Carbon” หนุนกุ้งไทยสู่ตลาดพรีเมียม รับเกมการค้าโลกใหม่ พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน
TFM เผยอุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงาน และกติกาการค้าโลกใหม่ ที่ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งยกระดับการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานสู่แนวทาง Low Carbon เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสามารถแข่งขัน ควบคู่การสนับสนุนเกษตรกรปรับตัวผ่านนวัตกรรมอาหารสัตว์น้ำและการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับสู่ตลาดพรีเมียม และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยในงาน “Thai Union Synergy 2026” ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมกุ้งในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโต โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความต้องการสินค้าคุณภาพสูงในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการแข่งขันได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งพาปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนต่อหน่วย และประสิทธิภาพการเลี้ยง ควบคู่กับการตอบโจทย์มาตรฐานความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาด
“วันนี้อุตสาหกรรมไม่ได้แข่งขันกันที่ว่าใครผลิตได้มากที่สุด แต่แข่งขันกันที่ใครบริหารต้นทุนได้ดีกว่า และปรับตัวต่อความเสี่ยงได้เร็วกว่า” นายพีระศักดิ์ กล่าว
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือแนวโน้มราคาวัตถุดิบหลักอย่างปลาป่นที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้การบริหารต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกลายเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจในระยะถัดไป
ภายใต้บริบทดังกล่าว TFM ได้วาง “6 กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของธุรกิจกุ้งปี 2569” เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้อย่างเป็นระบบ ได้แก่ (1) การเข้าใจตลาดโลกและเลือกจังหวะการขายให้เหมาะสม
(2) การวางแผนการเลี้ยงให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการบริหาร “ไซส์กุ้ง” เช่น กุ้งขนาด 60–70 ตัว ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดเอเชียและร้านอาหาร ขณะที่กุ้งขนาดใหญ่ 20–30 ตัว เหมาะกับตลาดพรีเมียมและตลาดในประเทศ รวมถึงการบริหารจังหวะจับขายให้สอดคล้องกับรอบคำสั่งซื้อ ควบคู่กับ (3) การควบคุมต้นทุนอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ (4) การยกระดับคุณภาพสินค้าและสร้างความแตกต่างผ่าน “กุ้งคาร์บอนต่ำ” (Lower Carbon Shrimp) (5) การนำข้อมูลและ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง เพื่อลดต้นทุนแฝง และ (6) การสร้างความร่วมมือในห่วงโซ่อุตสาหกรรม (Synergy) ทั้งด้านการผลิตและการตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรอย่างยั่งยืน
ด้านนายปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง อาหารสัตว์น้ำ และ Marine ingredients บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กล่าวว่า เทรนด์ความยั่งยืนได้กลายเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมกุ้งโลกอย่างชัดเจน โดยอ้างอิงผลการศึกษาวัฏจักรการผลิต (Life Cycle Assessment: LCA) ของ Global Shrimp Forum Foundation (2025) พบว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมกุ้งมาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ (1) กระบวนการผลิตและจัดหาอาหารกุ้ง คิดเป็นประมาณ 41% ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบ เช่น การทำประมงเพื่อผลิตปลาป่น และการเพาะปลูกวัตถุดิบอย่างถั่วเหลือง (2) กระบวนการเลี้ยงในฟาร์ม ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดราว 47% จากการใช้พลังงาน การจัดการน้ำ และของเสียภายในบ่อเลี้ยง และ (3) กระบวนการแปรรูป คิดเป็นประมาณ 8% ครอบคลุมตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต การจัดเก็บในห้องเย็น ไปจนถึงการแปรรูปก่อนถึงผู้บริโภค
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง” และ “อาหารสัตว์น้ำ” เป็นจุดสำคัญในการบริหารจัดการคาร์บอนของทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ขณะเดียวกัน การที่บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ได้รับการรับรองจาก Aquaculture Stewardship Council (ASC) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล ซึ่งถือเป็นเกณฑ์พื้นฐานสำคัญสำหรับการเข้าสู่ตลาดพรีเมียมในปัจจุบัน
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของโลกเริ่มยกระดับเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคาร์บอนต่ำและตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อรองรับทิศทางดังกล่าว TU และ TFM ได้พัฒนาและต่อยอดโครงการ “กุ้งคาร์บอนต่ำ” อย่างต่อเนื่องครอบคลุมทั้งการปรับสูตรอาหารการคัดเลือกวัตถุดิบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่ารวมถึงการสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกในฟาร์ม เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์โดยไม่ต้องลงทุนล่วงหน้า เพื่อลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กัน
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายโอกาสทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำไปนำเสนอในงาน Seafood Expo North America ณ เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจในระดับสากลอย่างดี
นายพีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับตัวของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความท้าทายระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานใหม่ของการแข่งขันในอนาคต โดย TFM มุ่งสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ควบคุมต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้กุ้งไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดโลกอย่างยั่งยืน









