DELTA โชว์ฟอร์มแกร่งไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิทุบสถิติใหม่ 9,081 ล้านบาท เติบโต 65.4% รับอานิสงส์ดีมานด์ Data Center และ AI ขาขึ้นทั่วโลก พร้อมเดินหน้าขยายฐานการผลิตอัจฉริยะ

บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (มกราคม–มีนาคม) เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมียอดขายสินค้าและบริการรวม 61,387 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวดีขึ้น 6.4% จากไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อนถึงการเริ่มต้นปีงบประมาณที่แข็งแกร่งจากคำสั่งซื้อใหม่และการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนรายได้ในไตรมาสนี้มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากทั่วโลก รวมถึงโซลูชันการบริหารจัดการพลังงานประสิทธิภาพสูง ระบบระบายความร้อน และระบบอัตโนมัติสำหรับภาคอุตสาหกรรม ขณะที่กลุ่มโซลูชันสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังคงมีการอ่อนตัวตามภาวะดีมานด์ที่ยังไม่ฟื้นตัว ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงรักษาระดับกำไรขั้นต้นได้ดีที่ 19,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.1% จากปีก่อนหน้า จากการขยายตัวของกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (รวมวิจัยและพัฒนา) อยู่ที่ 9,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86.9% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการบันทึกค่าใช้จ่ายด้านภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทฯ สามารถเรียกเก็บคืนจากลูกค้าได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดและบันทึกเป็นรายได้ตามหลัก IFRS รวมถึงค่าสิทธิ์จ่าย (Royalty Fee) ที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสิทธิบัตรจากบริษัทแม่ และการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้พุ่งสูงถึง 9,691 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร 15.8% โดยบริษัทฯ มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 318 ล้านบาท และรายได้ชดเชยการผิดสัญญาทางการค้า แม้จะมีการบันทึกประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่มจำนวน 1,283 ล้านบาท ตามกฎการคำนวณภาษีเงินได้เสาหลักที่สอง (Pillar Two model rule) ของ OECD แต่บริษัทฯ ยังคงทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9,081 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 65.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.73 บาท

ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีความแข็งแกร่งด้วยสินทรัพย์รวม 174,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% จากสิ้นปี 2568 โดยมีการลงทุนต่อเนื่องในศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงโรงงานแห่งใหม่ทั้งในไทยและอินเดีย ด้านหนี้สินรวมอยู่ที่ 67,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นตามเจ้าหนี้การค้าที่สอดคล้องกับยอดขาย ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเติบโตขึ้นเป็น 106,515 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.0% จากผลกำไรที่เกิดขึ้นในงวดปัจจุบัน

บริษัทฯ ยังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งเน้นการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยืดหยุ่น และการลงทุนภายใต้กลยุทธ์การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งมอบนวัตกรรมระดับโลกและรักษาการเติบโตที่มีเสถียรภาพต่อไป

- Advertisement -