นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC

GPSC เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท พุ่ง 51% รับอานิสงส์โรงไฟฟ้า SPP และส่วนแบ่งกำไรจากโครงการพลังงานหมุนเวียนเติบโต

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความแข็งแกร่งของกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) จากความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำของลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  GPSC กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ  EBITDA อยู่ที่ 4,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงความสามารถของ GPSC ในการบริหารจัดการพอร์ตธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านพลังงานที่ยังมีความผันผวน โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้เติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า”

ในไตรมาส 1 ปี 2569 ภาพรวมปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำของธุรกิจ SPP หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยปริมาณขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณขายไอน้ำเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมที่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ท่ามกลางความท้าทายต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งเน้นรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสนี้กลุ่มโรงไฟฟ้า IPP หรือโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ มีการหยุดซ่อมบำรุงและปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริง บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิก่อนอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงและไม่รวมค่าตัดจำหน่าย (Adjusted Net Income) สำหรับไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1,785 ล้านบาท

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 260,988 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 143,168 ล้านบาท (เป็นหนี้สินที่มีดอกเบี้ย 108,086 ล้านบาท) ส่วนของผู้ถือหุ้น 117,820 ล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) คงอยู่ที่ 0.71 เท่า

ทั้งนี้ สินทรัพย์และหนี้สินที่ลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 มีสาเหตุหลักมาจากการนำเงินสดไปชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว ซึ่งเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการทางการเงินที่รัดกุมของบริษัทฯ

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการ โดยได้รับการสนับสนุนจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรี (XPCL) ที่ได้รับปัจจัยบวกจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับความสำเร็จในการปรับโครงสร้างหนี้ ที่ช่วยควบคุมต้นทุนทางการเงินของโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง (CFXD) ในไต้หวัน แม้ผลการดำเนินงานปรับลดลงตามฤดูกาล แต่มีการรับรู้รายได้จากการรับประกันเพื่อชดเชยจากความพร้อมจ่ายของกังหันลม นอกจากนี้ โครงการพลังงานหมุนเวียนในอินเดียในบริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท ลิมิเต็ด (AEPL) ยังคงเดินหน้าตามแผนงาน โดยมีการทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการใหม่ในไตรมาส 1 ปี 2569 รวมประมาณ 1,099 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ สอดคล้องกับทิศทางการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนของบริษัทฯ

ทั้งนี้ GPSC ยังคงมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารพอร์ตการลงทุน และการต่อยอดธุรกิจพลังงานสะอาดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น และขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคตของกลุ่ม ปตท.

 

 

- Advertisement -